จาก “ข้อสงสัย”  สู่ “ข้อพิพาททางปกครอง”  จับตา 8 ปมร้อนโครงการ สสว. 994 ล้าน

3 ส.ค. 2569 - 09:30

  • สสว. มีหนังสือยกอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมระบุว่า หากไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา สามารถใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้

  • หัวใจของคดีนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลหรือผู้ชนะการคัดเลือกเพียงอย่างเดียว แต่คือการตรวจสอบว่า “กระบวนการคัดเลือกเป็นไปตามกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และสามารถตรวจสอบได้หรือไม่”

  • ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่เพียงการหาผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่คือความเชื่อมั่นว่า งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท ได้รับการบริหารภายใต้กระบวนการที่เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

จาก “ข้อสงสัย”  สู่ “ข้อพิพาททางปกครอง”  จับตา 8 ปมร้อนโครงการ สสว. 994 ล้าน

กรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce วงเงิน 495 ล้านบาท และโครงการ Marketplace & Open Commerce Network วงเงิน 499 ล้านบาท รวมมูลค่า 994 ล้านบาท ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลัง สสว. มีหนังสือยกอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมระบุว่า หากไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา สามารถใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้

นั่นหมายความว่า ประเด็นที่เคยเป็นเพียง “ข้อสงสัย” เกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือก กำลังเปลี่ยนสถานะเป็น “ข้อพิพาททางปกครอง” ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการศาล และเปิดเผยเอกสารสำคัญจำนวนมากที่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ

แม้ผลการพิจารณาของศาลยังไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่จากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ มีอย่างน้อย 8 ประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน

ปม “เกณฑ์ให้คะแนน” หัวใจของข้อพิพาท

ประเด็นสำคัญที่สุดคือ วิธีการให้คะแนนข้อเสนอของผู้เข้าร่วมคัดเลือก โดยมหาวิทยาลัยศิลปากรตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้หลักเกณฑ์ย่อย (Sub Criteria) ที่ไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารเงื่อนไขการคัดเลือก (TOR) ล่วงหน้า

หากข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีข้อเท็จจริงรองรับ อาจเป็นประเด็นเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการคัดเลือก เนื่องจากหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาควรประกาศให้ผู้เข้าร่วมรับทราบอย่างเท่าเทียมก่อนยื่นข้อเสนอ

ข้อมูลสำคัญที่ควรเปิดเผย ได้แก่ คะแนนทุกหัวข้อของผู้เสนอทุกราย คะแนนของกรรมการแต่ละคน หลักเกณฑ์ย่อยที่ใช้พิจารณา ตลอดจนบันทึกการประชุมของคณะกรรมการ เพื่อให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้ว่ากระบวนการเป็นไปตามหลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้หรือไม่

เหตุใดจึงใช้วิธี “คัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงาน” แทน e-Bidding

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ เหตุใดโครงการวงเงินรวมเกือบ 1,000 ล้านบาท จึงไม่ได้ใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) หรือวิธีแข่งขันตามปกติ แต่เลือกใช้กระบวนการคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงานภายใต้ระเบียบของกองทุน สสว. คำถามสำคัญคือ ระเบียบดังกล่าวให้อำนาจดำเนินการในลักษณะนี้มากน้อยเพียงใด และเคยถูกใช้กับโครงการวงเงินระดับนี้มาก่อนหรือไม่ หากเป็นแนวปฏิบัติใหม่ หรือไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อน ก็ยิ่งจำเป็นต้องอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ

เหตุใดผู้ชนะรายเดียวจึงได้รับทั้งสองโครงการ

การที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับคัดเลือกทั้งสองโครงการ ไม่ได้หมายความว่า มีความผิดปกติ แต่เป็นประเด็นที่ควรได้รับคำอธิบายอย่างโปร่งใส ข้อมูลที่ควรเปิดเผย ได้แก่ จำนวนผู้ยื่นข้อเสนอ คะแนนเปรียบเทียบของแต่ละราย และเหตุผลที่ทำให้ผู้ชนะได้รับทั้งสองโครงการ หากคะแนนของผู้เสนอแต่ละรายใกล้เคียงกัน การเปิดเผยรายละเอียดคะแนนจะช่วยลดข้อสงสัย และสร้างความเชื่อมั่นต่อผลการพิจารณา

ระยะเวลาดำเนินโครงการสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่

โครงการวงเงิน 495 ล้านบาท กำหนดเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการ SME จำนวน 50,000 ราย และนักศึกษาอีก 5,000 คน ขณะที่กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เมื่อพิจารณาช่วงเวลาหลังประกาศผลคัดเลือกจนถึงวันสิ้นสุดโครงการ คำถามสำคัญคือ ระยะเวลาที่เหลือเพียงพอต่อการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ หากไม่เพียงพอ จะมีการขยายระยะเวลา ปรับลดเป้าหมาย หรือแก้ไขสัญญาในภายหลังหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่ควรติดตาม

หลังลงนามสัญญา มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วหรือยัง

อีกประเด็นสำคัญคือ ความคืบหน้าของการเบิกจ่ายงบประมาณ ควรมีการตรวจสอบว่า มีการลงนามสัญญาเมื่อใด มีการเบิกจ่ายแล้วกี่งวด คิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของวงเงินทั้งหมด และมีการส่งมอบงานส่วนใดแล้วบ้าง หากมีการฟ้องศาลปกครองในระยะต่อไป ก็อาจเกิดคำถามว่าการเบิกจ่ายงบประมาณจะยังสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่ หรือศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่

ผู้รับช่วงงานคือใคร

ด้วยขนาดของโครงการ การดำเนินงานทั้งหมดอาจไม่ได้ดำเนินการโดยหน่วยงานผู้ได้รับคัดเลือกเพียงลำพังจึงควรตรวจสอบว่า มีการว่าจ้างบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานภายนอกเข้ามารับช่วงงานด้านใดบ้าง เช่น การพัฒนาระบบ การจัดอบรม การประชาสัมพันธ์ หรือการบริหารจัดการโครงการ พร้อมตรวจสอบว่าผู้รับช่วงงานเหล่านั้นเคยได้รับงานจาก สสว. มาก่อนหรือไม่ เพื่อให้เห็นภาพเครือข่ายการใช้จ่ายงบประมาณอย่างครบถ้วน

งบประมาณกระจุกตัวอยู่ในโครงการขนาดใหญ่หรือไม่

จากข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างปีงบประมาณ 2569 ก่อนหน้านี้ พบว่า สสว. มีโครงการจัดซื้อจัดจ้าง 67 โครงการ มูลค่าสัญญารวมประมาณ 276.62 ล้านบาท ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการที่เป็นประเด็น กลับมีวงเงินรวมถึง 994 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่างบจัดซื้อจัดจ้างปกติหลายเท่า จึงเกิดคำถามเชิงนโยบายว่า เหตุใดจึงเลือกใช้งบประมาณจำนวนมากกับโครงการเพียงไม่กี่โครงการ และตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) มีความคุ้มค่ากับเงินภาษีประชาชนเพียงใด

เส้นทางหลังจากนี้ ศาลจะเป็นผู้คลี่คลายข้อเท็จจริงหรือไม่

หากมหาวิทยาลัยศิลปากรตัดสินใจฟ้องศาลปกครอง คดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางกฎหมาย ซึ่งอาจมีการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระหว่างรอคำพิพากษา ยังอาจมีการร้องเรียนต่อหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. หรือการตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภา หากเห็นว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณหรือการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ เมื่อคดีเข้าสู่ศาล เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือก เช่น TOR รายละเอียดการให้คะแนน รายงานการประชุม และเอกสารประกอบการพิจารณา อาจถูกนำมาใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งจะทำให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นระบบมากขึ้น

หัวใจของคดีนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลหรือผู้ชนะการคัดเลือกเพียงอย่างเดียว แต่คือการตรวจสอบว่า “กระบวนการคัดเลือกเป็นไปตามกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และสามารถตรวจสอบได้หรือไม่”

คำถามสำคัญ ได้แก่ การใช้เกณฑ์ให้คะแนน การเปิดเผยคะแนน การเลือกใช้ระเบียบกองทุนแทนการประกวดราคาแบบ e-Bidding ตลอดจนการลงนามสัญญาในช่วงที่ยังมีข้ออุทธรณ์ ล้วนเป็นประเด็นที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารและข้อเท็จจริง

ไม่ว่าบทสรุปของคดีจะออกมาในทิศทางใด การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่เพียงการหาผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่คือความเชื่อมั่นว่า งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท ได้รับการบริหารภายใต้กระบวนการที่เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์