“SME ต้องรอด” ต้องเปลี่ยนเป็น “SME ต้องโต”
บนเวที SME ต้องรอด 2026 | Unlock New Possibilities ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ส่งสัญญาณชัดว่า โจทย์ของ SME ไทยวันนี้ไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้อยู่รอด” แต่คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ในโลกที่กติกาเปลี่ยนเร็ว
ศุภจีมองว่า SME ไทยยังมีศักยภาพอีกมาก แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ “Pain Point” ตั้งแต่การจัดทำบัญชี การตั้งราคาสินค้า การสร้างแบรนด์ การยกระดับมาตรฐาน ไปจนถึงการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
ภาครัฐจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการให้เงินสนับสนุน แต่ต้องช่วยสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่ทำให้ผู้ประกอบการตั้งแต่คนที่มีเพียงไอเดีย ไปจนถึงธุรกิจที่พร้อม Scale สามารถเดินต่อได้
หนึ่งในกลไกที่กระทรวงพาณิชย์ใช้คือ DBD Academy ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเข้ามาช่วยเติมความรู้ให้ผู้ประกอบการตั้งแต่พื้นฐานธุรกิจ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเตรียมมาตรฐานเพื่อส่งออก

จาก “ไม่มีทุน” สู่ “มีโมเดลธุรกิจ”
อีกแนวทางที่กระทรวงพาณิชย์กำลังผลักดันคือ ธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อแก้ Pain Point สำคัญของ SME ที่ขาดทั้งเงินทุน คน และสถานที่
โมเดลที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวอย่างคือธุรกิจแฟรนไชส์ที่สามารถขยายสาขาได้ทั่วประเทศ เช่น ไก่ย่าง 5 ดาว และชายสี่หมี่เกี๊ยว โดยภาครัฐพยายามทำให้ธุรกิจทั่วไปสามารถพัฒนาเป็นระบบแฟรนไชส์ และเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าถึงโมเดลธุรกิจที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว
ขณะเดียวกัน มีการทำงานร่วมกับ SME Development Bank เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 3% สำหรับแฟรนไชส์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานกว่า 500 ราย รวมถึงมาตรการช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ เพื่อให้คนที่มีเงินทุนจำกัดสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้น
“อย่าขายถูก” แต่ต้องขาย “คุณค่า”
หนึ่งในสาระสำคัญของปาฐกถาคือการเปลี่ยนวิธีคิดของ SME จากการแข่งขันด้วย “ราคา” ไปสู่การแข่งขันด้วย Value
เพราะเมื่อ SME ต้องลงไปแข่งขันในสนามที่วัดกันด้วยราคาต่ำสุด ผู้ประกอบการรายเล็กย่อมเสียเปรียบทุนใหญ่ แต่หากสามารถสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ เรื่องราว แบรนด์ มาตรฐาน และอัตลักษณ์ ก็จะสามารถสร้าง Margin และอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น
ตัวอย่างหนึ่งคือการผลักดันสินค้า GI โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ส้มโอทับทิมสยามที่ราคาสามารถเพิ่มจากประมาณ 100 บาทต่อลูก เป็นราว 500 บาทต่อลูก
นี่จึงเป็นการเปลี่ยนเกมจากอ“ขายสินค้า” → “ขายคุณค่า” และจาก “ผลิตให้ได้เยอะ” → “สร้างให้คนอยากซื้อ”

เกมใหม่ของ SME คือ Data Brand Market
ศุภจีเสนอให้ SME เปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในโลกที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว การตัดสินใจจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจต้องรู้ว่า ใครคือลูกค้า ลูกค้าต้องการอะไร ช่องทางไหนขายได้ และตลาดไหนมีโอกาสดังนั้น Data จึงไม่ได้เป็นเรื่องของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของ SME เช่นเดียวกับ “แบรนด์” ที่ต้องถูกยกระดับจากเพียงโลโก้หรือแพ็กเกจจิ้ง ไปสู่การสร้างประสบการณ์และเรื่องราวที่ทำให้ลูกค้าจดจำได้
“ทุนใหญ่” ต้องไม่ใช่คู่แข่ง แต่ต้องเป็นพี่ใหญ่ของ SME
อีกโจทย์สำคัญคือการทำให้ SME เข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่ แนวคิดของกระทรวงพาณิชย์คือ ดึง “พี่ใหญ่” หรือบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาช่วยเชื่อม SME เข้ากับห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันก็ต้องผลักดัน SME ที่มีศักยภาพสูง หรือกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตเป็น “ยูนิคอร์น เพชรน้ำหนึ่ง” ออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ เพราะการสร้าง SME ที่แข็งแรง ไม่ได้หมายถึงการมีผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ต้องมีผู้ประกอบการที่สามารถ Scale และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้
ปราบ “นอมินี” สร้างสนามแข่งขันที่แฟร์
อีกด้านหนึ่งของการช่วย SME คือ การทำให้สนามแข่งขันมีความเป็นธรรมกระทรวงพาณิชย์ระบุว่ามีการบูรณาการกับ 13 หน่วยงาน เพื่อปราบปรามนอมินีใน 45 พื้นที่ 13 จังหวัด ขณะที่การบังคับใช้มาตรการด้านการนำเข้าและ Safeguard ร่วมกับกรมศุลกากร มีเป้าหมายป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการทุ่มตลาดเข้ามากระทบผู้ประกอบการไทย ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการเพิ่มขีดความสามารถให้ SME จะไม่มีความหมาย หาก SME ต้องแข่งขันในตลาดที่กติกาไม่เท่าเทียม
5 ทางรอด SME ไทย จาก “อยู่รอด” สู่ “เติบโต”
ศุภจีสรุป 5 แนวทางสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย ได้แก่
1. เปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคา → แข่งขันด้านคุณค่าและมาตรฐาน อย่าลงไปเล่นเกมที่ต้องขายถูกที่สุด แต่ต้องสร้างความแตกต่างที่ลูกค้ายอมจ่าย
2. เปลี่ยนจากการขายสินค้า → สร้างแบรนด์และประสบการณ์ สินค้าอาจถูกลอกเลียนแบบได้ แต่ Brand Experience และ Storytelling สร้างความผูกพันกับลูกค้าได้
3. เปลี่ยนจากการตัดสินใจด้วยประสบการณ์ → ใช้ Data-driven Business รู้จักลูกค้า รู้จักตลาด และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
4. เปลี่ยนจากการขายช่องทางเดียว → กระจายช่องทางการตลาด อย่าฝากอนาคตไว้กับตลาดหรือแพลตฟอร์มเพียงช่องทางเดียว ต้องสร้างหลายช่องทางทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และตลาดต่างประเทศ
5. เปลี่ยนจากการทำธุรกิจคนเดียว → สร้าง Network & Community เชื่อมกับพันธมิตร ธุรกิจขนาดใหญ่ ภาครัฐ และผู้ประกอบการรายอื่น เพื่อสร้างโอกาสที่ SME รายเดียวอาจทำไม่ได้




