การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กำลังสะเทือนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเงียบๆ เมื่อความไม่สงบแปรเปลี่ยนเป็น ‘ต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น’ ในสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ และโอกาสทำมาหากินที่ลดลงของคนชายแดน
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดอุบลราชธานี นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 65 (วปอ.65) นำโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานนักศึกษาฯ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่อำเภอวารินชำราบและอำเภอเดชอุดม เพื่อเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัย ผู้ป่วย และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

การลงพื้นที่ครอบคลุมหลายจุดสำคัญ ทั้งมณฑลทหารบกที่ 22 โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ศูนย์พักพิงผู้ป่วย ณ ที่ว่าการอำเภอเดชอุดม และศูนย์พักพิงชั่วคราววัดเมืองเดช โดยได้มอบถุงยังชีพมากกว่า 700 ชุด พร้อมข้าวสารและของใช้จำเป็น เพื่อช่วยประคับประคองการดำรงชีพในช่วงวิกฤต
ศุภชัย กล่าวว่า นักศึกษาวปอ.65 ทุกคนตระหนักดีว่า ความไม่แน่นอนที่ประชาชนและกำลังพลเผชิญอยู่ ไม่ได้กระทบเฉพาะวันนี้ แต่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในระยะยาว การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่คือการยืนยันว่าประชาชนจะไม่ถูกทิ้งไว้ลำพังในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด
“พวกเราตระหนักดีว่า ในห้วงเวลาที่ประชาชนและกำลังพลต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน สิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าสิ่งของใดๆ คือกำลังใจและความห่วงใย ซึ่งพวกเราขอร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยต่อความทุกข์ยากของพสกนิกรมาโดยตลอด และเป็นพลังใจสำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลประชาชนไม่ให้ถูกทอดทิ้ง”
— ศุภชัย กล่าว

กิจกรรมครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิดของหลักสูตร วปอ. ที่มอง “ประชาชนเป็นศูนย์กลางของความมั่นคง” เพราะหากฐานชีวิตของคนในพื้นที่พังลง ความมั่นคงด้านอื่นย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย
เบื้องหลังภารกิจดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษา วปอ.65 และภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา อาทิ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท, บิสเทค (ประเทศไทย), ทีคิวเอ็ม คอร์ปอร์เรชั่น, วรพงษ์ ริเวอร์ พาร์ค, ทรู คอร์ปอเรชั่น, เครือเจริญโภคภัณฑ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมกันส่งต่อทรัพยากรอุปโภคบริโภคเพื่อพยุงชีวิตประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ประสบภัย
ท่ามกลางเสียงปะทะตามแนวชายแดนที่ยังหยุดไม่ได้ นักศึกษา วปอ.65 ยังคงยึดมั่นในบทบาทของการเสริมสร้างความมั่นคงที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมั่นว่าพลังของความร่วมมือ ความเข้าใจ และความเมตตา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน




