ตลาดโซลาร์ไทยรับแรงหนุนรัฐ
เลือกสิทธิให้คุ้ม-เลือกช่างให้เป็น ก่อนลงทุนบนหลังคาบ้าน
เงินช่วยติดตั้ง 50,000 บาทและสิทธิลดหย่อนภาษี เปิดทางครัวเรือนลดต้นทุนโซลาร์รูฟท็อป กสิกรไทยชี้ต้องเทียบขนาดระบบกับฐานภาษี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าแนะตรวจรายชื่อผู้ติดตั้ง อุปกรณ์ และบริการหลังการขาย ก่อนตัดสินใจลงทุน
ตลาดโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนกำลังเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ จากมาตรการภาครัฐที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระเงินลงทุนเริ่มต้น ทำให้ครอบครัวที่อยากผลิตไฟฟ้าใช้เองตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แต่การลงทุนหลักหมื่นหรือหลักแสนบนหลังคาบ้าน ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ เพื่อให้เงินทุกบาทคุ้มค่าในระยะยาว
โดยเฉพาะเมื่อรัฐเข้ามาช่วยออกค่าติดตั้ง โอกาสขยายตลาดจึงเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้จำหน่ายแผงและอินเวอร์เตอร์ ธุรกิจติดตั้ง ไปจนถึงบริการตรวจสอบและบำรุงรักษา อย่างไรก็ตาม โอกาสทางธุรกิจจะเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงได้มากเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของครัวเรือน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความเชื่อมั่นต่อผู้ให้บริการ
สำหรับเจ้าของบ้าน การตัดสินใจจึงมีสองเรื่องที่ต้องเดินไปด้วยกัน คือเลือกมาตรการช่วยเหลือให้เหมาะกับฐานะการเงิน และเลือกระบบพร้อมผู้ติดตั้งที่ตอบโจทย์การใช้ไฟจริง เพราะเงินสนับสนุนช่วยลดต้นทุนได้เพียงครั้งหนึ่ง แต่คุณภาพการติดตั้งและค่าไฟที่ประหยัดได้จะส่งผลต่อความคุ้มค่าไปอีกหลายปี
กสิกรไทยเทียบ 2 มาตรการ ลดต้นทุนคนละวิธี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่บทวิเคราะห์ ชี้ว่า ประชาชนมีทางเลือกลดต้นทุนผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ “เลือกเงินช่วยติดตั้ง หรือ สิทธิลดหย่อนภาษี?” ซึ่งจะเลือกได้เพียงอย่างเดียว ดังนี้
• โครงการโซลาร์ภาคประชาชน: สนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งรายละ 50,000 บาท สำหรับระบบขนาด 5-10 kWp เปิดลงทะเบียนถึง 31 มกราคม 2570 และต้องเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าสำเร็จภายใน 30 กันยายน 2570 โดยเงินสนับสนุนจะโอนคืนผ่านพร้อมเพย์ หรือโอนลดภาระเงินกู้กรณีใช้สินเชื่อ
• สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: สำหรับการซื้อและติดตั้งตามจริง สูงสุด 200,000 บาท สำหรับระบบไม่เกิน 10 kWp มีผลถึง 31 ธันวาคม 2571 โดยใช้วงเงินไปหักคำนวณภาษี (ไม่ใช่เงินคืนสด)
เกณฑ์การพิจารณาเลือกสิทธิ
• ระบบต่ำกว่า 5 kWp: ไม่เข้าเกณฑ์เงินสนับสนุน 50,000 บาท จึงควรพิจารณาสิทธิลดหย่อนภาษี
• ระบบ 5 ถึงไม่ถึง 10 kWp: เงินช่วยติดตั้ง 50,000 บาทให้ประโยชน์มากกว่าในทุกระดับรายได้
• ระบบ 10 kWp: ผู้มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 150,000 บาทเหมาะกับเงินช่วยติดตั้ง ส่วนผู้มีรายได้สูงกว่านั้นควรเทียบความคุ้มค่ากับสิทธิลดหย่อนภาษีเดิมที่มีอยู่
ทั้งนี้ เจ้าของบ้านต้องนำค่าไฟที่ประหยัดได้ ค่าบำรุงรักษา และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาคำนวณร่วมด้วย ไม่ควรขยายขนาดระบบให้ใหญ่เกินความจำเป็นเพียงเพราะต้องการไล่ตามเกณฑ์รับเงินสนับสนุน
ความแตกต่างที่ต้องทำความเข้าใจคือ เงินช่วยติดตั้ง 50,000 บาทเป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขโครงการ ส่วนวงเงินลดหย่อน 200,000 บาทเป็นจำนวนที่นำไปหักในการคำนวณภาษี ไม่ใช่เงินคืน 200,000 บาท ผลประโยชน์ที่ได้รับจริงจึงขึ้นอยู่กับฐานภาษีและสิทธิลดหย่อนอื่นของแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบดังกล่าวพิจารณาเฉพาะเงินสนับสนุนกับประโยชน์ทางภาษี ยังไม่ใช่ผลตอบแทนทั้งหมดของการติดตั้ง เจ้าของบ้านต้องนำค่าไฟที่ประหยัดได้ ค่าบำรุงรักษา ต้นทุนสินเชื่อ และรายได้จากการขายไฟฟ้าตามสิทธิที่ได้รับ มาคำนวณประกอบกัน
การขยับไปติดตั้งระบบใหญ่ขึ้นเพียงเพื่อให้เข้าเกณฑ์รับเงินช่วยเหลือ จึงต้องเทียบกับเงินลงทุนส่วนเพิ่มด้วย หากกำลังผลิตไม่สอดคล้องกับการใช้ไฟของบ้าน ผลประโยชน์ที่ได้จากรัฐอาจไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
เลือกใครติดตั้ง เริ่มจากรายชื่อที่ตรวจสอบได้
เมื่อได้แนวทางเรื่องเงินแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเลือกช่างและบริษัทผู้ติดตั้ง ซึ่งมีผลทั้งต่อประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการดูแลระบบหลังส่งมอบ
ดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ว่า มีผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ติดตั้งระบบโซลาร์ หรือ Vendor List ประมาณ 1,000 ราย โดยยังเปิดรับและทยอยประกาศรายชื่อ ประชาชนสามารถเลือกผู้ให้บริการได้อย่างอิสระ และตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางของการไฟฟ้า
ด้าน มงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ระบุว่า มีการขึ้นทะเบียนผู้ติดตั้งในแต่ละจังหวัด โดยพิจารณาทั้งความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ติดตั้ง และความพร้อมด้านวิศวกร ตามเกณฑ์ของการไฟฟ้า
ข้อมูลจากผู้บริหารการไฟฟ้าทั้งสองแห่งจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ครัวเรือนคัดกรองผู้ให้บริการ โดยเฉพาะผู้เข้าร่วมโครงการรัฐที่ควรตรวจสอบรายชื่อและเงื่อนไขล่าสุดกับการไฟฟ้าในพื้นที่ ก่อนทำสัญญาหรือชำระเงิน
ข้อปฏิบัติสำคัญในการเลือกผู้ติดตั้ง
1. สำรวจบ้านและการใช้ไฟ: ให้ผู้ติดตั้งตรวจสภาพหลังคา เงาบัง และโครงสร้าง พร้อมคำนวณความคุ้มค่าจากพฤติกรรมการใช้ไฟจริง
2. เทียบใบเสนอราคา: ดูรายละเอียดให้ครบถ้วน ทั้งขนาดระบบ ยี่ห้ออินเวอร์เตอร์ แผงโซลาร์ และขอบเขตงาน ไม่ควรเลือกจากราคาต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว
3. ตรวจอุปกรณ์และวิศวกร: อุปกรณ์ต้องตรงตามใบเสนอราคา อินเวอร์เตอร์ต้องผ่านเกณฑ์การไฟฟ้านครหลวงหรือส่วนภูมิภาค และมีวิศวกรผู้มีใบอนุญาตลงนามรับรองแบบ
4. ทำความเข้าใจเงื่อนไขการรับประกัน: แยกแยะการรับประกันแผง อินเวอร์เตอร์ และงานติดตั้ง พร้อมระบุขอบเขตความรับผิดชอบในสัญญาให้ชัดเจน
5. ความชัดเจนเรื่องเอกสาร: ตกลงให้แน่นอนว่าใครเป็นผู้ดำเนินการยื่นขออนุญาตเชื่อมต่อระบบกับการไฟฟ้า เพื่อให้กระบวนการถูกต้องตามกฎหมาย
แรงสนับสนุนจากรัฐกำลังเปิดโอกาสให้ครัวเรือนเข้าถึงโซลาร์ได้มากขึ้น และสร้างพื้นที่เติบโตให้ธุรกิจพลังงานสะอาด แต่ผลประโยชน์ที่จะตกถึงเจ้าของบ้านยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจตั้งแต่ต้น ทั้งขนาดระบบที่เหมาะสม สิทธิที่ใช้ได้จริง และผู้ติดตั้งที่ดูแลรับผิดชอบงาน
ก่อนลงนามในสัญญา เจ้าของบ้านจึงควรได้คำตอบครบว่า ต้องจ่ายเงินเองเท่าไร ประหยัดค่าไฟภายใต้เงื่อนไขใด และหากระบบมีปัญหาจะติดต่อใคร คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้เงินลงทุนบนหลังคากลายเป็นการลดรายจ่ายของครอบครัวได้ตามที่ตั้งใจ




