กกพ. เปิดโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่
รับซื้อไฟส่วนเกิน 500 เมกะวัตต์ ดันครัวเรือนสู่ผู้ผลิตพลังงาน
ประเทศไทยเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีกขั้น หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เห็นชอบเปิดโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” รอบใหม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อผลิตไฟใช้เอง และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้
มาตรการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันพลังงานสะอาด ลดภาระค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน และเพิ่มบทบาทประชาชนให้เป็น “Prosumer” หรือผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตและบริหารจัดการพลังงานของตนเองได้
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. ครั้งที่ 25/2569 มีมติเห็นชอบประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชน ประเภทบ้านอยู่อาศัย พ.ศ. 2569
โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเปิดรับคำขอเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบเป้าหมายปริมาณรับซื้อไฟฟ้าของโครงการ
โครงการนี้เป็นไปตามแนวทางที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบ เพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภาคประชาชน สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
สำหรับเงื่อนไขสำคัญของโครงการ กำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้ารวมไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเสนอขายไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า
กำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี และผู้เข้าร่วมโครงการต้องสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ภายในปี 2570
การพิจารณาคำขอใช้หลัก First Come First Served หรือพิจารณาตามลำดับวันและเวลาที่ได้รับคำขอพร้อมเอกสารครบถ้วน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
กกพ. ระบุว่า ประชาชนยังสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังผลิตมากกว่า 5 กิโลวัตต์เพื่อใช้ภายในบ้านได้ โดยสามารถขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ และไม่มีข้อจำกัดในการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อใช้งานร่วมกับระบบโซลาร์
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า โซลาร์ภาคประชาชนเป็นนโยบายที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระบบพลังงานมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในครัวเรือน และช่วยกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้าออกจากระบบขนาดใหญ่
“โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการลดค่าไฟ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทในการผลิตพลังงานสะอาด และร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว”
การเปิดรับโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่จึงเป็นอีกก้าวของการปรับโครงสร้างพลังงานไทย จากระบบที่ประชาชนเป็นเพียงผู้ใช้ไฟ ไปสู่ระบบที่ประชาชนสามารถเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้มีส่วนร่วมในตลาดพลังงานแห่งอนาคต




