ในวันที่ไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ในอีก 2 ปีข้างหน้า SME ไทย พร้อมแล้วหรือยังกับการแข่งขันในตลาดโลกที่ดุเดือดขึ้น ดร.ยงยุทธ นินเปล่งแสง กรรมการผู้จัดการบริษัท ตานี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และอาจารย์พิเศษด้าน Social Media และ Marketing เปิดเผยแนวคิดในการทำธุรกิจสำหรับ SME โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มสร้างแบรนด์ด้วยเงินลงทุนต่ำ พร้อมใช้ AI เป็นเครื่องมือ
เริ่มต้นสร้างแบรนด์ทำการตลาดควรเริ่มจากช่องทางออนไลน์ไหนดี
ดร.ยงยุทธ แนะว่าแบรนด์หรือผู้ประกอบการ SME ไม่ต้องกังวลว่าจะโฟกัสช่องทางไหนก่อน แต่ให้ลงมือทำทุกช่องทาง เช่น Facebook, TikTok, YouTube, IG, X, Lemon8, Threads
ลงคลิปซ้ำข้ามแพลตฟอร์มได้ไม่จำเป็นต้องสร้างคลิปใหม่เพื่อแยกแพลตฟอร์มเสมอไป เนื่องจากบัญชีของแต่ละแพลตฟอร์มไม่ได้ผูกเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และมีกลุ่มผู้ดูที่แตกต่างกันในแต่ละช่องทาง เมื่อเราใช้เนื้อหาเดียวกันโพสต์ในทุกช่องทาง จากนั้นอัลกอริทึมหรือ AI ของแต่ละแพลตฟอร์ม รวมถึงผลตอบรับจากลูกค้า (เช่น ยอดขาย ยอดแชร์ หรือยอดการติดต่อ) จะเป็นตัวบอกเองว่าสินค้าของเราเหมาะกับแพลตฟอร์มใดที่สุด
AI แต่ละแพลตฟอร์มมีจริตที่เข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้ต่างกัน ยกตัวอย่างคลิป "ใบขับขี่ตลอดชีพ" ที่ดร.ยงยุทธ นำไปลงใน TikTok แล้วไม่มีคนดู แต่พอนำคลิปเดียวกันไปลงใน Lemon8 เพียงคืนเดียวกลับมียอดวิวทะลุแสนวิวและมีคนเข้ามาคอมเมนต์มากมาย เนื่องจาก AI เข้าใจจริตและสามารถส่งคอนเทนต์ไปหาคนที่สนใจได้ถูกต้อง
ที่สำคัญเมื่อทำไปต่อเนื่อง แต่ละแพลตฟอร์มจะเข้าใจจริตของผู้สร้างคอนเทนต์ และดึงคนดูให้เหมาะสมแต่ละแพลตฟอร์มเอง
อย่ากลัวการใช้ AI ทำคอนเทนต์และ AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่ให้ใช้เป็นเครื่องมือ
ต้องยอมรับว่า AI ขึ้นเต็มหน้าฟีดจนคนสร้างคอนเทนต์ก็เลี่ยงได้ยาก แต่เราสามารถใช้ AI มาเป็นเครื่องมือในการสร้างคอนเทนต์ได้ โดยใช้ในการช่วยคิดคอนเทนต์และช่วยประหยัดเวลาทำงานได้มาก จากเดิมที่ต้องใช้เวลาคิดกัน 3 วัน สามารถเหลือเพียงไม่กี่นาที แต่สิ่งสำคัญคือต้องใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไปในงานด้วย เพราะคอนเทนต์ที่แห้งแล้งเกินไปจะไม่มีคนดู
AI คือเครื่องทุ่นแรง ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ 100% ยกตัวอย่าง เช่น งานกราฟิกดีไซน์และการออกแบบยังคงอยู่ได้ โดยเฉพาะงานในกลุ่มตลาดระดับกลางถึงบนที่ต้องพึ่งพาอารมณ์ความรู้สึก รวมไปถึงการเตรียมแบบพิมพ์จริง เช่น บิลบอร์ดขนาดใหญ่ AI จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยเร่งให้คิดไอเดียและสร้างทางเลือกให้กับลูกค้าได้เร็วขึ้น
ทักษะที่ต้องการมากที่สุดคือ ความคิดสร้างสรรค์บวกกับความเข้าใจในการตลาด คือสิ่งที่จะถูกแทนที่ได้ยากที่สุด ดร.ยงยุทธ ชี้ว่าความสร้างสรรค์ของมนุษย์สามารถทำสิ่งเหนือความคาดหมายเพื่อเรียกกระแสได้ โดยใช้เงินน้อย ซึ่ง AI ไม่มีวันแนะนำวิธีการแบบนี้
ไม่มีอาชีพไหนจะสูญหายไปหากรู้จักปรับตัวและมีทักษะการตลาดที่ดี ซึ่งหัวใจสำคัญของการตลาดคือ "การตอบสนองความต้องการของลูกค้า" คนที่จะอยู่ยากในอนาคตคือคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนความคิด (Mindset) ของตนเอง
เทคนิคทำคอนเทนต์ให้ปัง ถูกใจลูกค้า
กฎ 3 วินาทีแรก และการหยุดคนดู การทำคอนเทนต์ให้คนดูหยุดดู ต้องกระแทกใจหรือชี้ไปที่ปัญหาของลูกค้า (Pain Point) ตั้งแต่ต้นคลิปโดยไม่ต้องกล่าวคำทักทายที่เป็นทางการ รวมถึงการใช้หลักการ "ขึ้นเป็นลบ จบเป็นบวก" หรือการดึงเรื่องดราม่ามาช่วยกระตุ้นความสนใจ (เช่น การเขวี้ยงแก้วโชว์ความเหนียวแน่นไม่แตก)
คาแรคเตอร์สำคัญกว่าสีของแบรนด์ (CI) แบรนด์ควรรักษาคาแรคเตอร์ของตัวเองที่เด่นชัด (เช่น ตลก ใจดี สนุกสนาน) ไว้มากกว่าการยึดติดกับสีของแบรนด์หรือองค์กร (CI) จนทำให้คอนเทนต์น่าเบื่อ
แบรนด์จะเติบโตได้ต้องสร้างภาพจำที่ชัดเจน
ดร.ยงยุทธแนะนำว่า การสร้างแบรนด์จำเป็นที่ต้องต้องมี Positioning คือต้องมี "ภาพจำ" ที่ชัดเจนในใจผู้บริโภค โดยเน้นเป็นตัวของตัวเอง สร้าง Personal Branding เพราะถ้าฝืนทำสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง จะไม่สามารถผลิตคอนเทนต์ออกมาได้ทุกวันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ใช้กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ด้วยเงิน 0 บาท ด้วย "กฎ 3 ต."
ยุคนี้สามารถสร้างแบรนด์พร้อมขายสินค้าไปในเวลาเดียวกันได้โดยใช้โซเชียลมีเดียส่งคอนเทนต์ไปหาลูกค้าบ่อยๆ จนเกิดการจดจำ ผ่านกฎ 3 ต. ได้แก่
- แตกต่าง นำเสนอสิ่งที่ต่างจากผู้อื่น
- ตรงใจ ตอบสนองความต้องการและตรงใจลูกค้า
- ตอกย้ำแบรนด์ แสดงเนื้อหาให้ลูกค้าเห็นอย่างสม่ำเสมอจนเกิดการจดจำและตัดสินใจซื้อในที่สุด
SME ไทยต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการเข้าสู่ OECD
ดร. ยงยุทธ กล่าวว่า OECD คือ "วิสาหกิจชุมชนระดับโลก" เปรียบเสมือนกลุ่มประเทศที่มาร่วมมือกันพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และธุรกิจ ความท้าทายที่ยากที่สุดของไทย คือการยกระดับความโปร่งใสในระบบราชการ ความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงเทคโนโลยีและการศึกษา รวมถึงการที่ธุรกิจต้องมีธรรมาภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG หรือ Sustainability) ซึ่งเป็นเรื่องที่ SME รายย่อยเข้าถึงได้ยาก
ข้อดี คือประเทศจะมีมาตรฐาน ความโปร่งใส และน่าอยู่ขึ้น แต่ข้อเสีย หรือ ความท้าทาย คือจะเจอกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากนักลงทุนต่างชาติ
ดังนั้นเพื่อให้ SME สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ จำเป็นต้องหา Core Competency หรือ DNA ของตัวเองให้เจอ หาจุดเก่งและจุดแตกต่างของธุรกิจตนเอง แล้วนำไปต่อยอด ยกตัวอย่าง กรณีศึกษา “เหนียวห่อกล้วย” ของ จ. นครศรีธรรมราช หรือที่คนภาคกลางรู้จักกันในชื่อข้าวต้มมัด มีการปรับปรุงวิธีนึ่งและถนอมอาหารตามธรรมชาติจนสามารถส่งขายออนไลน์ทั่วประเทศได้ โดยไม่ใส่สารกันบูด และขยายกลุ่มเป้าหมายไปเป็นกลุ่ม Gen X และ Gen Y เมื่อผู้ประกอบการมี Mindset ที่กล้าลงทุนยิงแอดโฆษณาเพิ่มขึ้น ก็สามารถสร้างยอดขายผ่านออนไลน์ได้ถึงหลักล้านบาทต่อเดือน
ดร.ยงยุทธ ทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการต้องเริ่มเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่วันนี้ “เปลี่ยนก่อนที่โลกมันบังคับเราเปลี่ยน” เพราะถ้าปล่อยให้โลกบังคับให้เปลี่ยน เราจะก้าวตามคนอื่นไม่ทัน




