บล.ทิสโก้ มองตลาดหุ้นไทยกลับมาน่าสนใจ หลังการเลือกตั้งช่วยลดความเสี่ยงทางการเมือง คาดดัชนี SET มีโอกาสพุ่งแตะ 1,500 จุดภายในปลายปี หากรัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง พร้อมเสนอใช้โครงการ TISA กระตุ้นสภาพคล่องตลาดทุน ขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาศักยภาพการเติบโตลดเหลือ 2-3% เครื่องยนต์เดิมอย่างส่งออกและท่องเที่ยวเริ่มอ่อนแรง จำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่เร่งด่วน
ตลาดทุนตอบรับ “ความหวังใหม่” เสถียรภาพการเมืองลดความเสี่ยงประเทศ
ในเวทีเสวนา “หลังการเลือกตั้ง : เศรษฐกิจ–การลงทุนไทยจะไปทางไหน?” จัดขึ้นโดย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ โดยไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงหลังการเลือกตั้ง สะท้อนว่าตลาดทุนเริ่มมองเห็น “ความหวัง” โดยเฉพาะประเด็นด้าน เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นไทยมาอย่างยาวนาน
ในอดีต พรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งมักไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพ แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้นักลงทุนคาดว่า ความเสี่ยงทางการเมืองจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ Country Risk ของไทยปรับลดลง และเปิดโอกาสให้ระดับมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้
คาดรัฐบาลใหม่มีอำนาจขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง
อีกปัจจัยบวกสำคัญคือ ความคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ซึ่งมีเสียงสนับสนุนจำนวนมาก จะสามารถกำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจหลักได้เกือบทั้งหมด แตกต่างจากที่ผ่านมา ที่แม้มีการแต่งตั้งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ไม่มีอำนาจกำกับนโยบายได้อย่างแท้จริง
ไพบูลย์มองว่า หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริง ก็มีศักยภาพในการผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ รวมถึงการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดทุนกำลังรอคอย
ตลาดหุ้นไทยกลับมา “เนื้อหอม” หลัง Underperform ต่อเนื่อง 3 ปี
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวด้อยกว่าตลาดหุ้นโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีและ AI ในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ปี 2025 มีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นโลกจะเริ่มพักฐานจากระดับราคาที่สูง ทำให้ตลาดหุ้นไทยซึ่งยัง Laggard อยู่ เริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
ประกอบกับปัจจัยการเมืองเชิงบวก ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มหันกลับมามองตลาดหุ้นไทยมากขึ้น สะท้อนผ่านการทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้นไทย หลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2023–2024

กำไร บจ. เริ่มฟื้น Valuation ยังน่าสนใจ
หนึ่งในแรงกดดันสำคัญของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา คือ กำไรของบริษัทจดทะเบียน ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากจุดสูงสุดในปี 2021 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำไรในช่วง 9 เดือนล่าสุดเริ่มฟื้นตัว และมีแนวโน้มดีกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน สะท้อนว่าโมเมนตัมผลประกอบการเริ่มกลับมา
ในด้าน Valuation หากพิจารณาอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ตลาดหุ้นไทยถือว่าต่ำที่สุดในเอเชีย และหากไม่รวมผลกระทบจากหุ้นขนาดใหญ่บางตัว ตลาดหุ้นไทยยังถือว่ามีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับภูมิภาค
“ตลาดหุ้นซื้ออนาคต” คาด SET มีโอกาสแตะ 1,500 จุด
นอกจากนี้ไพบูลย์ระบุว่า ตลาดหุ้นไม่ใช่การซื้ออดีต แต่เป็นการซื้อ “อนาคต” หากนักลงทุนเชื่อว่ารัฐบาลใหม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตในระดับ 4% ต่อปี ได้จริง ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับ 1,500 จุด ภายในปลายปีนี้
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่พึ่งพาเพียงนโยบายประชานิยมระยะสั้น
เสนอใช้ “ตลาดทุน” เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ผ่านนโยบาย TISA
ไพบูลย์เสนอให้รัฐบาลใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสภาพคล่องที่ลดลงอย่างมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงจากเกือบ 90,000 ล้านบาท เหลือเพียงราว 40,000 ล้านบาท
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) หรือบัญชีออมเพื่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบถาวร เพื่อจูงใจเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ตลาด
แนวคิดหลักของ TISA
1 ต้องเข้าใจง่ายไม่มีเงื่อนไขมากจนเป็นข้อจำกัด
2 ควรแยกเป็น วงเงินเฉพาะ ไม่นับรวมอยู่กับวงเงินเดิมเพื่อการเกษียณอายุ เช่น RMF, PVD
3 วงเงินต้องสูง พอที่จะสร้างแรงจูงใจในการลงทุน
4 ควรมุ่งเป้าไปที่ กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นในระยะเริ่มต้น
ข้อเสนอเบื้องต้นสำหรับโครงการ TISA
1. วงเงินลงทุน 500,000 บาท ต่อปี
2. ในช่วงแรก 2 ปี แรก เพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 300,000 บาท
3. ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET,ESG หรือ ลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG
4. ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG
5. ระยะเวลาถือครอง 5 ปี เต็ม สามารถสลับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ แต่ห้ามเอาเงินออก
ตลาดหุ้นสร้างแรงส่งเศรษฐกิจได้จริง
ไพบูลย์ชี้ว่า หากมูลค่าตลาด (Market Cap) ของ SET เพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ความมั่งคั่งของนักลงทุนไทยเพิ่มขึ้นราว 1.2 ล้านล้านบาท และจากงานวิจัยพบว่า “ผลของความมั่งคั่ง” สามารถกระตุ้นการบริโภคได้ประมาณ 5% หรือราว 60,000 ล้านบาท
เมื่อรวมผลของตัวคูณทางเศรษฐกิจ จะช่วยให้ GDP ขยายตัวได้ราว 1% โดยไม่ต้องใช้งบประมาณภาครัฐเพิ่มเติม
มองไทม์ไลน์การเมือง–งบประมาณ ไม่ล่าช้าเกิน 2 เดือน
ไพบูลย์ ระบุว่า ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลยังอยู่ในกรอบกฎหมาย คาดว่าจะได้นายกรัฐมนตรีไม่เกินเดือนมิถุนายน และแม้การพิจารณางบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าเล็กน้อย แต่ไม่น่าจะเกิน 2 เดือน ซึ่งยังอยู่ในระดับที่เศรษฐกิจสามารถรับได้
เตือนปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง ส่งออก–ท่องเที่ยวเริ่มอ่อนแรง แนะรัฐเร่งยกเครื่องระยะยาว
ด้านเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า หากมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากในอดีตก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้มากกว่า 7% ต่อปี ปัจจุบันศักยภาพการเติบโตลดลงเหลือเพียง 2–3% เท่านั้น สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน
ส่งออก–ท่องเที่ยว เครื่องยนต์หลักเริ่มหมดแรง
เมธัสระบุว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาเครื่องยนต์หลัก 2 ภาคส่วน คือ การส่งออก และ การท่องเที่ยว ซึ่งทั้งสองภาคเริ่มเผชิญข้อจำกัด
ในด้านการส่งออก ไทยมีความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น รถยนต์สันดาปและฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งแม้จะผลิตได้ดีและมีปริมาณมาก แต่เป็นสินค้าที่ความต้องการของโลกเริ่มลดลง ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้เครื่องยนต์การส่งออกของไทยเริ่มไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มที่เหมือนในอดีต
ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวของไทยก็เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยอัตราการเติบโตของภาคท่องเที่ยวไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับทรงตัว ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และโดยเฉพาะเวียดนาม มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเวียดนามมีอัตราการเติบโตมากกว่า 20% ต่อปี หากไทยไม่เร่งยกเครื่องอย่างจริงจัง ในระยะยาวอาจถูกประเทศเหล่านี้แซงหน้าได้
วิกฤตประชากร ฉุดศักยภาพการผลิต
อีกปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างประชากร โดยจำนวนประชากรวัยแรงงานของไทยลดลงต่อเนื่อง อัตราการเกิดต่ำ ขณะที่สังคมเข้าสู่ภาวะสูงวัย ส่งผลให้จำนวนแรงงานลดลง และกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม
เมธัสมองว่า การแก้ปัญหานี้ในระยะยาว เช่น การส่งเสริมให้เกิดการมีบุตร เป็นเรื่องที่ทำได้ยากและใช้เวลานาน แต่ในระยะสั้น รัฐบาลยังสามารถใช้มาตรการเพื่อดึงแรงงานกลับเข้าสู่ระบบ หรือเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เพื่อช่วยประคองศักยภาพเศรษฐกิจได้
ผลเลือกตั้งสะท้อนเสถียรภาพการเมืองสูงขึ้น
สำหรับผลการเลือกตั้งที่ยังไม่เป็นทางการ นายเมธัสเห็นว่า หากพิจารณาประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับตั้งแต่ปี 2475 จะพบว่ามีรัฐบาลเพียงไม่กี่ชุดที่อยู่ครบวาระ 4 ปี โดยอายุเฉลี่ยของรัฐบาลไทยอยู่ที่เพียง 9 เดือน ซึ่งถือว่าสั้นมาก
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงขึ้น โดยพรรคภูมิใจไทยมีจำนวน ส.ส. ใกล้ 200 ที่นั่ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคอื่นได้ไม่ยาก ซึ่งอาจเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ เมธัสมองว่า แม้นโยบายประชานิยมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มเติบโตต่ำ การอัดฉีดเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความจำเป็น เปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ไม่ดับ และเชื่อว่านโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 หากดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ คาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ราว 0.15–0.2% ทำให้ GDP ปีนี้อาจขยับจากประมาณ 1.6% เป็นราว 1.8%
การคลังตึงตัว เสี่ยงชนเพดานหนี้
อย่างไรก็ตาม นโยบายการคลังของไทยเผชิญข้อจำกัดสูง งบกลางคงเหลือราว 27,000 ล้านบาท ขณะที่การขาดดุลงบประมาณในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 4% ต่อปี ส่งผลให้หนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 65% ของ GDP และมีความเสี่ยงจะชนเพดาน 70% ภายใน 1–2 ปี ซึ่งอาจกระทบต่ออันดับเครดิตของประเทศ
เมธัสมองว่า การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในระยะกลาง แต่ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับปฏิรูปการใช้จ่ายภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สามารถสร้าง GDP ได้สูงสุด

FDI ยังมีเสน่ห์ แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ
ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศ แม้สัดส่วน FDI ที่ไหลเข้าสู่ไทยจะลดลงเมื่อเทียบกับอดีต แต่ความน่าสนใจของไทยยังไม่ลดลง โดยตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 60%
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ปริมาณเงินลงทุน แต่คือ คุณภาพของการลงทุน โดยรัฐบาลควรกำหนดเงื่อนไขให้ FDI สร้างการจ้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยมากขึ้น ไม่ใช่เพียงตั้งฐานประกอบแล้วนำมูลค่าเพิ่มออกนอกประเทศ
ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวน แต่ยังแข็งค่าในครึ่งหลังปี
หลังการเลือกตั้ง ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทันที จากมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อเสถียรภาพการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2 อาจเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปบริเวณ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยฤดูกาล การโอนเงินปันผล และทิศทางดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วงครึ่งหลังของปี เมธัสยังมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง หากปัจจัยภายนอกเอื้ออำนวย
ดอกเบี้ยไทยยังมีโอกาสลดอีกครั้ง
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีพื้นที่ในการผ่อนคลายจำกัด โดยมีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำ อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ดอกเบี้ยจะลดลงต่ำกว่า 0.5% ยังมีไม่มาก เว้นแต่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง
ขณะที่ความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในปีนี้ยังคงเป็นความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลและการพิจารณางบประมาณปี 2570 หากกระบวนการล่าช้า อาจกระทบการใช้จ่ายภาครัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี
เมธัสสรุปว่า หากสามารถเร่งจัดตั้งรัฐบาลและผ่านงบประมาณได้ตามกรอบเวลา เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่หากเกิดความล่าช้า ความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ





