หุ้นไทยไตรมาส 3 ลงทุนอย่างไร? ASPS ชู Barbell Allocation รับสงคราม-ดอกเบี้ยโลก

14 ก.ค. 2569 - 19:41

  • สงคราม-ดอกเบี้ยโลก เปลี่ยนเกมลงทุน

  • ASPS ชูหุ้นปันผลคู่หุ้นเติบโต

  • มอง SET ปลายปีแตะ 1,650-1,720 จุด

หุ้นไทยไตรมาส 3 ลงทุนอย่างไร? ASPS ชู Barbell Allocation รับสงคราม-ดอกเบี้ยโลก

SET ไตรมาส 3 ไม่ใช่เวลาซื้อแล้วลืม เอเซีย พลัสชู Barbell Allocation รับสงคราม-ดอกเบี้ยโลก

ตลาดหุ้นไทยครึ่งหลังปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงที่ “ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่เงื่อนไขการลงทุนยากขึ้น” ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และวัฏจักรดอกเบี้ยโลกที่กลับมาตึงตัวอีกครั้ง ทำให้โจทย์สำคัญของนักลงทุนไม่ใช่เพียง ‘จะซื้ออะไร’ แต่คือ จะจัดพอร์ตอย่างไรให้มีทั้งกระแสเงินสดและการเติบโตในเวลาเดียวกัน มุมมองที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASPS) ใช้เป็นแกนหลักของกลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 3 ภายใต้แนวคิด “Higher Yield, Higher Bar”.

โลกกำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยสูงนาน

ฝ่ายวิจัย ASPS ประเมินว่า ภาพเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แตกต่างจากครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ โดยสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งและกระทบแหล่งผลิตน้ำมันโดยตรง ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาเป็นแรงผลักเงินเฟ้อ ขณะที่หลายธนาคารกลางยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น

ASPS อ้างอิงมุมมองของสถาบันการเงินต่างประเทศที่คาดว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยรวมอีก 75 จุดเบี้ยในช่วงกันยายน–ธันวาคม ซึ่งจะยิ่งดึงเงินทุนกลับเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และเพิ่มแรงกดดันต่อ Fund Flow ในตลาดเกิดใหม่

ในเชิง Valuation ฝ่ายวิจัยชี้ว่า ทุกครั้งที่ดอกเบี้ยนโยบายไทยสูงกว่า 3% ตลาดหุ้นไทยมักซื้อขายที่ P/E เฉลี่ยเพียง 11.7 เท่า ต่ำกว่าระดับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าหากดอกเบี้ยโลกยืนสูงนาน ตลาดจะไม่ยอมจ่าย Premium ให้หุ้นเหมือนในอดีต

แต่ไทยยังมี “ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง”

แม้โลกกำลังเข้าสู่ภาวะการเงินตึงตัว แต่ ASPS มองว่า ไทยอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยตามโลก โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ต่อเนื่องตลอดปี ซึ่งถือเป็นระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศหลัก

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส อธิบายว่า ภาวะเงินเฟ้อไทยที่อยู่ระดับประมาณ 2.7-3% ขณะที่ดอกเบี้ยคงไว้เพียง 1% ทำให้ “การถือเงินสดเฉยๆ เท่ากับกำลังซื้อถูกกัดเซาะ” นักลงทุนจึงต้อง ‘Search for Yield’ หรือแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก

“ถ้าดอกเบี้ยยืนอยู่ที่ 1% แต่เงินเฟ้ออยู่แถว 2 ปลาย ๆ ถึง 3% การอยู่เฉย ๆ คือเสียกำลังซื้อ นี่คือเหตุผลที่เงินจะวิ่งไปหาสินทรัพย์ที่ให้ Yield สูงกว่า”

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กล่าว

จุดนี้เองทำให้หุ้นไทยยังมีเสน่ห์ เพราะ Dividend Yield ของตลาดอยู่ราว 4–4.5% สูงกว่าตลาดพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ขณะที่หากตัดหุ้น DELTA ออกจากการคำนวณ ดัชนี SET จะซื้อขายที่ P/E เพียงราว 13 เท่า ซึ่งถือว่าถูกเมื่อเทียบกับภูมิภาค

ทำไมสงครามอาจ ‘ไม่เลวร้าย’ ต่อ SET เท่าที่คิด

หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจของ ASPS คือ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจกลายเป็นแรงหนุนต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยบางส่วน เพราะโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักกลุ่ม Commodity สูง

ฝ่ายวิจัยระบุว่า ประมาณ 30% ของกำไรบริษัทจดทะเบียน และ 25% ของมูลค่าตลาด มาจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันและวัตถุดิบปรับขึ้น กำไรของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจะได้รับแรงหนุนทันที

ตัวอย่างที่ ASPS ยกขึ้นมา คือช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนปี 2565 ที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และภาพคล้ายกันเกิดขึ้นอีกครั้งในไตรมาส 1/2569 ซึ่งกำไรตลาดรวมแตะ 3.57 แสนล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ และคิดเป็นเกือบ 30% ของประมาณการทั้งปีแล้ว

เป้าหมาย SET ขยับขึ้นสู่ 1,720 จุด

จากฐานกำไรที่แข็งแกร่งและสมมติฐานดอกเบี้ยไทยคงที่ ASPS ปรับกรอบดัชนีปลายปีขึ้นเป็น 1,650–1,720 จุด โดยมองว่าความเชื่อมั่นจากมาตรการภาครัฐ ทั้ง งบปี 2570 วงเงิน 1.23 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะช่วยประคองเศรษฐกิจและหนุนกระแสเงินทุน

อย่างไรก็ตาม คุณเทิดศักดิ์เตือนว่า “ตลาดรอบนี้ไม่ใช่ตลาดซื้อแล้วลืม” เพราะเศรษฐกิจไทยยังเติบโตแบบ K-Shape และหุ้นหลายกลุ่มอาจขึ้นเร็วเกินพื้นฐาน นักลงทุนจึงต้อง “สลับหน้าหุ้น” เมื่อ Valuation เริ่มตึงตัว

กลยุทธ์ Barbell ลงทุนสองขั้ว รับโลกผันผวน

ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ASPS แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Barbell Allocation หรือการกระจายน้ำหนักการลงทุนไว้คนละด้านของความเสี่ยง

ฝั่งแรกคือ หุ้นปันผลสูง (Dividend Stocks) สัดส่วนประมาณ 35% ของพอร์ต ได้แก่
• KTB
• TTB
• PTTEP
• ADVANC
• SINGTEL80

กลุ่มนี้มีบทบาทเป็น “เครื่องสร้างกระแสเงินสด” และช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอน

อีกฝั่งคือ หุ้นเติบโต (Growth Stocks) สัดส่วน 35% ประกอบด้วย
• ASML01
• META80
• AAPL80
• WUXIAT80
• HIMS03
• FERRARI80

แม้หุ้นเทคโนโลยีจะเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ ASPS เชื่อว่าแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของ AI และเทคโนโลยียังไม่เปลี่ยน เพียงแต่กำลังอยู่ในช่วงปรับฐานเพื่อให้ระดับมูลค่ากลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น

ทองคำไม่ใช่ Safe Haven แบบเดิม

อีกประเด็นที่ ASPS ปรับมุมมองคือ ทองคำ ซึ่งปัจจุบันถูกมองเป็น Investment Asset ที่อ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยมากขึ้น มากกว่าจะขึ้นทุกครั้งเมื่อเกิดสงคราม

“สงครามทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น คนคาดว่าดอกเบี้ยจะขึ้น ทองจึงลงได้ทันที วันนี้ทองไม่ใช่ Safe Haven แบบเดิม แต่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงชนิดหนึ่งที่เชื่อมกับดอกเบี้ย”

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กล่าว

ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้ถือทองในฐานะ เครื่องมือกระจายความเสี่ยง มากกว่าการเดิมพันทิศทางสงครามเพียงอย่างเดียว

มอง SET ปลายปี 1,650-1,720 จุด

ฝ่ายวิจัย ASPS ประเมินกรอบดัชนี SET Index สิ้นปีไว้ที่ 1,650-1,720 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง ดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะ ‘K-Shape’ หรือเติบโตไม่ทั่วถึง ทำให้นักลงทุนไม่สามารถใช้กลยุทธ์ ‘ซื้อแล้วลืม’ ได้เหมือนในอดีต

สิ่งที่น่าสนใจจากมุมมองของเอเซีย พลัส ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ดัชนี แต่คือการสะท้อนว่าโลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนจากยุค “ไล่ล่าการเติบโต” ไปสู่ยุค “แสวงหาผลตอบแทนอย่างมีคุณภาพ”

ในภาวะที่สงคราม ดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ กลับมาเป็นตัวแปรหลัก การกระจายพอร์ตระหว่างหุ้นปันผล หุ้นเติบโต ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง อาจเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์มากกว่าการเดิมพันกับธีมใดธีมหนึ่งเพียงลำพัง

สำหรับไตรมาส 3 นี้ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “หุ้นตัวไหนจะขึ้นแรงที่สุด” แต่เป็น “พอร์ตแบบไหนจะอยู่รอดและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด” ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของตลาดการเงินโลก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


หุ้นไทยไตรมาส 3 ลงทุนอย่างไร? ASPS ชู Barbell Allocation รับสงคราม-ดอกเบี้ยโลก