อ่านเกมภาษีทรัมป์ความเสี่ยงใหม่การค้าไทย
ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัย TDRI สรุปสาระสำคัญ และผลกระทบที่จะเกิดเขึ้น กรณี ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ หลังจากแพ้คดีศาลสูงสุดของสหรัฐ ว่า ทิศทางภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ และผลกระทบต่อการค้าไทย
จุดเปลี่ยนทางกฎหมาย จาก IEEPA สู่มาตรา 122
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เบรกทรัมป์ วินิจฉัยว่าการใช้กฎหมาย IEEPA เก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำให้มาตรการเดิมที่เคยใช้กับ จีน เม็กซิโก แคนาดา และบราซิล กลายเป็น โมฆะอาวุธใหม่ ของทรัมป์ "มาตรา 122" ทรัมป์แก้เกมด้วยการประกาศเก็บภาษีนำเข้า 15% กับทุกประเทศ โดยใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 (ให้อำนาจชั่วคราว 150 วัน เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงิน)
ผลกระทบต่อไทย "ได้อานิสงส์ในระยะสั้น"
ไทยได้รับประโยชน์ชั่วคราวจากการเปลี่ยนฐานกฎหมายภาษี คือ ภาระภาษีลดลง จากเดิมที่ต้องเสียราว 19% ลดเหลือ 15%ความเสียเปรียบดูลดลง เดิมบางประเทศ (เช่น สิงคโปร์, ญี่ปุ่น) เสียภาษีต่ำกว่าไทย แต่พอเปลี่ยนเป็นอัตรา 15% เท่ากันหมด ทำให้ไทยแข่งขันได้ดีขึ้น สินค้าหลักยังได้รับยกเว้น สินค้าไอที (โน้ตบุ๊ก, อุปกรณ์เครือข่าย) ซึ่งคิดเป็น 25% ของมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ ยังคงได้รับการยกเว้นภาษี รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารบางรายการ
ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง (The New Threats)
แม้ปัจจุบันจะดูผ่อนคลายลง แต่สหรัฐฯ กำลังเตรียมใช้เครื่องมืออื่นที่ "เจาะจง" และ "รุนแรง" ขึ้นแต่ควรจับตาดู สิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐอาจนำมาประกาศใช้ อาทิ มาตรา 232 เก็บภาษีสินค้าที่กระทบความมั่นคง (เช่น เครื่องจักร, อุปกรณ์การแพทย์) มาตรา 301 สอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรม ไทยเสี่ยงเป็นเป้าหมายเพราะ อยู่ในกลุ่ม Dirty 15 (ประเทศที่สหรัฐฯ เสียดุลการค้าสูง) นอกจากนี้ยังมีการถูกจับตาเรื่องละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหรือ การถูกสงสัยว่าเป็นทางผ่านให้สินค้าจีนสวมสิทธิ์มาตรา 338กฎหมายเก่าที่ให้ประธานาธิบดีขึ้นภาษีได้สูงสุดถึง 50% หากพบว่าคู่ค้าเลือกปฏิบัติ (ยังไม่เคยถูกใช้ แต่อาจถูกนำมาข่มขู่)
ข้อเสนอแนะสำหรับไทย
เนื่องจากไทยอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ การเจรจาระดับใหญ่ทำได้จำกัด สิ่งที่ควรทำทันทีคือ ลดข้ออ้างการถูกเพ่งเล็ง เร่งแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กวาดล้างการสวมสิทธิ์ พัฒนาระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวด เพื่อไม่ให้สหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลในการลงโทษทางภาษี ติดตามอย่างใกล้ชิด รอจังหวะรัฐบาลใหม่เพื่อกำหนดกลยุทธ์การเจรจาที่ชัดเจน โดยดูท่าทีของสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่แข่งอื่นประกอบ




