ปตท.หนุน GC จับมือ SCGC ปรับพอร์ตปิโตรเคมีสู้ตลาดโลก

11 พ.ค. 2569 - 11:52

  • ปตท.สนับสนุน GC และ SCGC ศึกษาตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์

  • ยุทธศาสตร์ Portfolio Reshape มุ่งสร้าง National Champion รับมือภาวะกำลังผลิตล้นตลาดโลก

  • คาดศึกษาความเป็นไปได้แล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2569 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอน Due Diligence

ปตท.หนุน GC จับมือ SCGC ปรับพอร์ตปิโตรเคมีสู้ตลาดโลก

ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน ราคาผลิตภัณฑ์ที่ผันผวน และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาค ปตท. เดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ล่าสุด ปตท. สนับสนุนการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่าง พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC และ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญของห่วงโซ่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Portfolio Reshape ของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการสร้างพลังร่วมทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักของกลุ่มในระยะยาว

ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ปตท. มองว่า การศึกษาความเป็นไปได้ของความร่วมมือระหว่าง GC ซึ่งเป็นธุรกิจหลักด้านปิโตรเคมีของกลุ่ม และ SCGC จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในสภาวะตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้นต่อเนื่อง

ภายใต้เป้าหมายการยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ปตท. เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งทั้งในด้านขนาดธุรกิจและการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อรองรับความผันผวนของวัฏจักรอุตสาหกรรมและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีถือเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของภาคการผลิตไทย เนื่องจากเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค การเสริมความแข็งแกร่งของภาคปิโตรเคมีจึงมีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันความร่วมมือดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของ Non-binding MoU หรือการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเท่านั้น โดย ปตท. ยังคงยึดหลักวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญกับการพิจารณาความเหมาะสมในทุกมิติ

คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสภาพกิจการ (Due Diligence) อย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างธุรกิจ สินทรัพย์ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และผลกระทบด้านการแข่งขันทางการค้า

สำหรับการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ยังต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึง คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การแข่งขันทางการค้าระดับสากล เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการมีความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางการยกระดับผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่ม High Value-Added (HVA) ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ และรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังสอดรับกับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เทคโนโลยีการผลิต และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

หากผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสม ความร่วมมือระหว่าง GC และ SCGC อาจเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ให้พร้อมรองรับการแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์