คณะผู้บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีประชุมระดับโลก Gastech 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ สะท้อนถึงการยอมรับในความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมพลังงานโลก ของกลุ่ม ปตท. บนเวทีเสวนาได้แลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน พร้อมนำเสนอโครงการ I-SPARK เป็นพิมพ์เขียวเพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ

1. ชู LNG เป็น Destination Fuel สร้างสมดุลพลังงานและรองรับยุค AI


ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. กล่าวในหัวข้อ LNG in the age of electrification: contracting, competition & demand realities โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องดำเนินไปตามบริบทของแต่ละประเทศ ภายใต้หลักความสมดุล 3 มิติ (Energy Trilemma) โดยก๊าซธรรมชาติและ LNG ถือเป็น Destination Fuels ที่มีบทบาทสำคัญในระยะยาว ช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม การใช้ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยี AI และ Data Center
นอกจากนี้ อนาคตของพลังงานคือการทำงานร่วมกันระหว่างก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน โดย ปตท. มุ่งมั่นกระจายแหล่งจัดหา บริหารพอร์ตสัญญา และเชื่อมโยงเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ยึดโยงธุรกิจสำรวจ จัดหา และโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฯ เข้าด้วยกัน พร้อมเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
2. เปลี่ยนผ่านสู่ Energy System Transformation ผ่านโมเดล I-SPARK
ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บมจ.ปตท. ร่วมเสวนาในหัวข้อ On track or off course? Navigating the path towards lower carbon energy systems


ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ระบุว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนผ่านเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 แผน PDP 2026 และร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทว่า วิกฤตราคาและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์สะท้อนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ หรือ Energy System Transformation ซึ่ง ปตท. ได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการ I-SPARK ในจังหวัดระยอง เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาดแบบใช้ร่วมกัน (Shared Infrastructure) ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเศรษฐกิจชีวภาพ
3. ดันไทยสู่ Regional LNG Hub สร้าง Connected Flexible Network
คุณบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บมจ.ปตท. กล่าวในหัวข้อ From molecules to markets ว่า ความมั่นคงทางพลังงานในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงปริมาณที่เพียงพอ แต่คือการมี "ทางเลือก" และความยืดหยุ่น


ปตท. จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดหาจาก Point-to-Point ไปสู่ Connected Flexible Network ผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฯ และ LNG ให้เชื่อมโยงและยืดหยุ่น (เพิ่มบริการ Storage, Reload, Re-export, Ship-to-Ship) และการสร้าง Integrated Gas Supply Portfolio ที่สมดุลระหว่างสัญญาระยะยาวและ Spot Market เพื่อต่อยอดประเทศไทยสู่การเป็น Physical LNG Delivery Hub ของภูมิภาคอย่างแท้จริง
4. ชูสัญญาระยะยาวที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ความผันผวนของราคา
คุณจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บมจ.ปตท. ได้สะท้อนมุมมองในหัวข้อ New supply, uncertain demand ว่า ประเด็นสำคัญของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียคือการเข้าถึง LNG ในระดับราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต


แม้สัญญาระยะยาวจะยังจำเป็นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านปริมาณและรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน แต่สัญญาในยุคใหม่ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งด้านปริมาณ กำหนดส่งมอบ ปลายทาง และโครงสร้างราคา รวมถึงการใช้กลไก Cargo Swap และความร่วมมือระดับภูมิภาคเข้ามาช่วยบริหารต้นทุน
5. เปิดพิมพ์เขียว I-SPARK ดึงลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
คุณรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บมจ.ปตท. ร่วมบรรยายในหัวข้อ The Blueprint for Thailand's next industrial transformation เปิดเผยถึงโครงการ I-SPARK ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based Approach) ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง

โครงการ I-SPARK ประกอบด้วย 3 หัวใจสำคัญ คือ การพัฒนาโซลูชันคาร์บอนต่ำ (พลังงานหมุนเวียน, CCS, แอมโมเนียคาร์บอนต่ำ), การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบใช้ร่วมกัน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมมูลค่าสูง (ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ, เชื้อเพลิง SAF) โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้กว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 10,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578


การเข้าร่วมงาน Gastech 2026 ของกลุ่ม ปตท. ในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านพลังงานที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบพลังงานไทยที่ยืดหยุ่น มั่นคง และเติบโตได้อย่างยั่งยืนบนเวทีโลก




