จับตา นายกฯ ทูลเกล้า
‘สรณ’ พ้นประธาน กสทช.
สถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. เข้าสู่จุดเปลี่ยน หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบ กรณีที่ นพ.สรณ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. และขอให้ศาลระงับกระบวนการพ้นจากตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยว่า นพ.สรณ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งนำไปสู่กระบวนการเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด
นพ.สรณ จึงยื่นเรื่องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว พร้อมขอให้ระงับการนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง และขอให้ชะลอการสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่
แต่ศาลปกครองกลางเห็นว่า ในขณะนี้ยังไม่ถือว่า นพ.สรณ ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากกระบวนการพ้นจากตำแหน่งยังต้องดำเนินไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
ศาลจึงมีคำสั่ง ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามที่ร้องขอ
จุดสำคัญอยู่ที่ “ขั้นตอนต่อไป”
เมื่อไม่มีคำสั่งศาลให้ระงับกระบวนการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงสามารถเดินหน้าตามกฎหมายต่อได้ โดยหนึ่งในขั้นตอนที่ต้องจับตาคือ การนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้ ‘พ้นจากตำแหน่ง’
จึงเป็นที่มาของการจับตาว่า นายกรัฐมนตรีจะดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าวเมื่อใด
อย่างไรก็ตาม คำสั่งศาลครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งแล้ว และไม่ได้เป็นคำสั่งโดยตรงให้มีการปลด แต่เป็นการเปิดทางให้กระบวนการตามกฎหมายสามารถเดินหน้าต่อได้
สถานะ กสทช. กับความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ
กสทช. เป็นองค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ความชัดเจนของผู้บริหารและการทำงานของบอร์ดจึงมีผลต่อการตัดสินใจด้านนโยบาย การลงทุน คลื่นความถี่ การแข่งขัน และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล
หากกระบวนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเกิดขึ้น สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องจับตาต่อคือ ใครจะเข้ามารับตำแหน่ง และทิศทางการกำกับดูแล กสทช. จะเปลี่ยนไปอย่างไร
จากนี้จึงมี 3 เรื่องสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การดำเนินการของนายกรัฐมนตรี กระบวนการสถานะของ นพ.สรณ และการสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่
ทั้งหมดจะเป็นตัวชี้ว่า กสทช. จะกลับมามีความชัดเจนด้านการบริหารได้เร็วเพียงใด และจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างไร




