การที่ประเทศไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 มีความหมายลึกซึ้งกว่าการประกาศการเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” เพราะแก่นแท้ที่มีความหมายสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมาย ให้โปร่งใส คาดการณ์ได้ (Predictable) และยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law)
จิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว เลขาธิการและที่ปรึกษาสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย ให้มุมมองว่า ภาพสะท้อนล่าสุดจากการกำกับดูแล อย่างเช่นคำสั่งของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่ให้ผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรายใหญ่ระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและค่า GP เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อขอเวลาศึกษาต้นทุน เป็นสิ่งที่ชวนให้เราอาจต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง
ในปัจจุบันเราได้ยินถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรายย่อยและคนขับเรื่องของผลตอบแทนหรือการถูกเรียกเก็บค่า Commission จากแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐมีความชอบธรรมที่จะดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อคุ้มครองไม่ให้เกิดการเอาเปรียบที่ไม่เป็นธรรม ส่วนหนึ่งเนื่องจากธรรมชาติของแพลตฟอร์มมีผลกระทบเชิงเครือข่าย (Network Effects) สูงที่โครงสร้างตลาดอาจโน้มเอียงสู่การมีผู้เล่นน้อยราย (Oligopoly) และทำให้ร้านค้าส่วนหนึ่งต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์ม และผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่จึงมีความสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจลึกซึ่งในตัวรูปแบบธุรกิจ ช่วยกันสร้างกติกาที่ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และทำให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ แต่ในกรณีนี้คำถามในหลักการที่ควรหยิบยกขึ้นมาคือ เครื่องมือและกระบวนการที่ภาครัฐเลือกใช้ ได้สัดส่วนและสอดคล้องกับแนวทางมาตรฐานที่เหมาะสมหรือไม่?
3 ข้อสังเกตเชิงกระบวนการและการแข่งขัน
การห้ามขึ้นราคามีผลในทางปฏิบัติเป็นการควบคุมราคาหรือไม่? แม้การห้ามขึ้นราคาจะไม่ได้กำหนดเพดานตายตัว แต่คำสั่งในลักษณะนี้มีผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่ทำให้ราคาในตลาดถูกควบคุมหรือไม่? ในขณะที่ตลาดมีพลวัตรตลอดเวลาในการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของคนซื้อ คนขาย คนส่ง และต้องก้าวตามการพัฒนาเทคโนโลยีตลอดเวลา การห้ามขึ้นราคาในระยะเวลา 6 เดือน ในสายธุรกิจเทคโนโลยีย่อมมีผลต่อการประกอบธุรกิจอย่างแน่นอน
กระบวนการในการใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อแทรกแซงธุรกิจควรจะถูกใช้เมื่อมีพยานหลักฐานเบื้องต้นชัดเจนว่าอาจผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายร้ายแรงการสั่งตรึงราคาก่อนในระหว่างที่ยังอยู่ในขั้นรวบรวมข้อมูลศึกษา จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดภาครัฐจึงเลือกจะแทรกแซงตลาดก่อนการรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน?
ตลาดที่เหลือผู้เล่นน้อยรายไม่ได้แปลว่าปิดตาย แต่เป็นตลาดกระจุกตัว แต่ยัง “ท้าชิงได้” (Contestable) เราเห็นผู้ประกอบการแพลตฟอร์มในทั้งธุรกิจ E-Commerce และขนส่งผู้โดยสารและสินค้ารายใหม่เข้าสู่ตลาดในรูปแบบการเก็บค่าบริการที่หลากหลาย ซึ่งแปลว่าตลาดยังมีพลวัตทางการแข่งขัน การสั่งตรึงราคาเฉพาะผู้ประกอบการบางราย จะกระทบต่อหลักการความเป็นกลางทางการแข่งขัน (Competitive Neutrality) และเสี่ยงกลายเป็นการ “แช่แข็งโครงสร้างตลาด” ที่ลดทอนการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรมหรือไม่?
โจทย์เชิงโครงสร้างบนเส้นทางการเข้าสู่ OECD เรื่องนี้สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่ามาตรการใดมาตรการหนึ่งขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง นั่นคือการที่กฎระเบียบของไทยมักให้อำนาจหน่วยงานในการใช้ดุลพินิจ และเมื่อต้องเร่งตอบสนองความกังวลเฉพาะหน้าของรัฐบาล จึงอาจทำให้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน และวิเคราะห์ผลกระทบทำได้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับหลักการสำคัญของ OECD ในการประเมินธรรมาภิบาลภาครัฐ ที่ประกอบไปด้วย ความแน่นอนชัดเจนและการประเมินผลกระทบ
การกำกับดูแลที่สามารถคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อยและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและพยานหลักฐานที่รอบด้าน ข้อเท็จจริงทางเศรษฐศาสตร์ และกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจน และให้ความสำคัญกับความแน่นอนและความสามารถในการคาดการณ์ได้ของกรอบการกำกับดูแล เพื่อให้ตลาดสามารถเติบโตได้อย่างสมดุลและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
#OECD #เศรษฐกิจดิจิทัล #กฎหมายแข่งขันทางการค้า #กขค #DigitalEconomy #SMEsไทย #นิติธรรม #TradeCompetition #RegulatoryPolicy




