ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนรุนแรงหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลดำเนินการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงและตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงอย่างต่อเนื่อง การโจมตีครั้งนี้ทำให้ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายาตุลลาห์ อาลี คาเมเนอี และเจ้าหน้าที่อาวุโสคนอื่นๆ เสียชีวิต
ราคาน้ำมันพุ่งแรงจากความกังวลด้านอุปทาน
ราคาน้ำมันดิบโบรกขึ้นเกือบ 14% และเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตพุ่งเกือบ 12% ในช่วงเปิดตลาด ความกังวลเพิ่มขึ้นเมื่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ถูกปิดกั้นและเรือหลายลำถูกโจมตี
นักวิเคราะห์จาก Kpler ระบุว่าหากการปิดกั้นช่องแคบยังคงดำเนินต่อไป อุปทานน้ำมันดิบอาจลดลง 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ประเทศต่างๆ จะมีน้ำมันสำรอง แต่ราคาอาจพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลง หุ้นพลังงานขึ้น
ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปรับตัวลงอย่างรุนแรง โดยโตเกียว ฮ่องกง สิงคโปร์ เวลลิงตัน และไทเป ล้วนอยู่ในแดนลบ ฟิวเจอร์สของสหรัฐลดลงมากกว่า 1%
อย่างไรก็ตาม บริษัทพลังงานกลับมีผลงานเด่น โดย Woodside Energy ของออสเตรเลียพุ่งมากกว่า 5% และ Santos ขึ้น 9% ส่วน PetroChina เพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในฮ่องกง ขณะที่ Inpex ของญี่ปุ่นขึ้นมากกว่า 10%
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
Charu Chanana นักวิเคราะห์จาก Saxo Markets เตือนว่าหากราคาน้ำมันยังคงสูงต่อไป จะเสี่ยงต่อเงินเฟ้อที่ดื้อรั้งและอาจทำให้ Federal Reserve ระมัดระวังในการลดอัตราดอกเบียอย่างรวดเร็ว
ราคาแก๊สธรรมชาติเหลวก็พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากกาตาร์เป็นผู้ส่งออกสำคัญ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้ม
ประธานาธิบดีสหรัฐเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและระบุว่าสงครามอาจยืดเยื้อถึง " 4 สัปดาห์" อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คนและบาดเจ็บหลายสิบคน
บริษัทขนส่งทางเรือหลายแห่งประกาศระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าว โดยค่าประกันภัยพุ่งสูงจนไม่คุ้มต่อการดำเนินการ นักวิเคราะห์มองว่าอิหร่านอาจใช้ราคาน้ำมันสูงเป็นเครื่องมือกดดันให้สหรัฐถอยตัว




