ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันอังคาร หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่มระดับถ้อยแถลงแข็งกร้าวต่ออิหร่าน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญ ท่ามกลางการเจรจาระหว่างสองฝ่ายที่นครเจนีวาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ปรับตัวขึ้น 1.5% ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงของตลาดโลก ขยับขึ้นเล็กน้อย
การเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน-สหรัฐฯ
อาริน ชีครี นักวิเคราะห์จาก Hargreaves Lansdown ระบุว่า “ตลาดมีการคาดการณ์ว่า อิหร่านอาจยอมเจือจางยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะระดับสูง เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าข้อเสนอดังกล่าวจะเพียงพอต่อการบรรลุข้อตกลงหรือไม่”
ทั้งนี้ อิหร่านและสหรัฐฯ ได้เริ่มการเจรจารอบใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากฝั่งวอชิงตัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเตือนถึง “ผลที่ตามมา” หากเตหะรานไม่สามารถบรรลุข้อตกลง พร้อมย้ำท่าทีเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของมาตรการทางทหาร
ด้านรัฐบาลอิหร่านยืนยันว่า การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงนิวเคลียร์
ภาวะตลาดการเงิน
บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง โดยหุ้นยุโรปซื้อขายในกรอบแคบช่วงบ่าย หลังตลาดโตเกียวปิดแดนลบ ขณะที่ตลาดจีนยังปิดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ส่วนตลาดหุ้นวอลล์สตรีทกลับมาเปิดทำการตามปกติ
อาริน ชีครี ระบุว่า “ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในแดนลบ จากความกังวลเกี่ยวกับหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน”
เขาเสริมว่า กลุ่มธุรกิจอย่างนายหน้าประกันภัย ที่ปรึกษาการลงทุน บริการอสังหาริมทรัพย์ และโลจิสติกส์ ต่างเผชิญแรงขายในช่วงก่อนหน้า และนักลงทุนกำลังจับตาว่ากลุ่มใดจะกลายเป็นเป้าหมายถัดไปของแรงกดดันจากกระแส AI
อัตราแลกเปลี่ยน
ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าเมื่อเทียบกับปอนด์อังกฤษ หลังข้อมูลทางการสะท้อนว่า อัตราการว่างงานของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบห้าปี
นักวิเคราะห์มองว่า ตัวเลขว่างงานที่ 5.2% ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา อาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่ ธนาคารกลางอังกฤษ จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะใกล้
ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าเมื่อเทียบกับยูโร แต่เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน
ขณะเดียวกัน หอการค้าอุตสาหกรรมเยอรมนี ระบุว่า เศรษฐกิจเยอรมนีอาจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนในปี 2026 โดยปัจจัยกดดันหลักยังมาจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแรง
ทั้งนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีกลับมาเติบโตเพียงเล็กน้อยในปี 2025 หลังเผชิญภาวะถดถอยติดต่อกันสองปี



