ท่ามกลางแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด ตลาดพลังงานโลกยังคงเคลื่อนไหวในโหมด “เสี่ยงสูง-ผันผวนแรง” ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานของไทย ขณะที่ภาครัฐต้องบริหารทั้งสต็อกน้ำมัน ราคาในประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันให้สมดุลเพื่อประคองเศรษฐกิจ
กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์พลังงานประจำวันที่ 28 เมษายน 2569 ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากความกังวลด้านอุปทานตึงตัว หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหยุดชะงัก ประกอบกับความเสี่ยงการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวที่ 108.30-109.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ปิดล่าสุด 108.23 ดอลลาร์) ขณะที่ WTI อยู่ที่ 96.61-97.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Dubai อยู่ในระดับสูงที่ 105.99-106.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยแนวโน้มยังผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ในด้านความมั่นคงพลังงาน ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองรวมเพียงพอประมาณ 101 วัน แบ่งเป็นสำรองตามกฎหมาย 25 วัน สำรองเชิงพาณิชย์ 21 วัน น้ำมันระหว่างขนส่ง 38 วัน และปริมาณที่ยืนยันจัดหาแล้ว 17 วัน สะท้อนระดับ buffer ที่ยังรองรับความผันผวนระยะสั้นได้
สำหรับโครงสร้างอุปทานในประเทศ ช่วงวันที่ 1-26 เมษายน 2569 ไทยผลิตน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 75.45 ล้านลิตรต่อวัน และมีการจำหน่าย 53.37 ล้านลิตรต่อวัน ชี้ให้เห็นว่าดีเซลยังเป็น ‘เชื้อเพลิงหลัก’ ของภาคขนส่งและเศรษฐกิจจริง
ด้านราคาขายปลีก อ้างอิงจาก PTT น้ำมันดีเซล (B7) อยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ดีเซล (B20) 33.20 บาท เบนซิน (E20) 35.45 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 42.45 บาท และแก๊สโซฮอล์ 91 ที่ 42.08 บาท โดยเมื่อเทียบกับอาเซียน ราคาน้ำมันไทยยังอยู่ในระดับแข่งขันได้ ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ภาระการตรึงราคายังคงสะท้อนผ่านฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 28 เมษายน 2569 ติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยมีการชดเชยราคาดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของนโยบายพลังงานไทย ที่ต้องบริหาร ‘สามสมดุล’ ไปพร้อมกัน ทั้งความมั่นคงด้านอุปทาน ระดับราคาที่ประชาชนรับได้ และเสถียรภาพทางการคลัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลกที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ




