OECD  ชี้ธุรกิจโลก ติดกับดัก “ช่องว่างการลงมือทำ”

12 ส.ค. 2569 - 10:58

  • ธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ RBC มากขึ้น โดย 69% ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ประกาศต่อสาธารณะว่ามีพันธสัญญาด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ

  • OECD เสนอให้รัฐบาลสร้างทั้งแรงจูงใจและเงื่อนไขที่เหมาะสม เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินการตรวจสอบสถานะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

  • OECD มองว่า ระบบ due diligence ที่มีประสิทธิภาพต้องไม่จบลงที่การ “ตรวจสอบความเสี่ยง” แต่ต้องครอบคลุมถึง การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

OECD  ชี้ธุรกิจโลก ติดกับดัก “ช่องว่างการลงมือทำ”

เปิดรายงาน Responsible Business Outlook 2026 ชี้ธุรกิจโลกมีนโยบาย แต่ยังติดกับดัก “ช่องว่างการลงมือทำ”

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เปิดเผยรายงาน 2026 OECD Responsible Business Outlook การประเมินระดับโลกครั้งแรกที่สะท้อนว่า แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ หรือ Responsible Business Conduct (RBC) กำลังถูกนำไปใช้จริงในภาคธุรกิจและนโยบายภาครัฐมากน้อยเพียงใด

รายงานฉบับนี้ วิเคราะห์ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุด 10,000 แห่งทั่วโลก พร้อมทบทวนนโยบายของรัฐบาลใน 52 ประเทศ โดยใช้ OECD Guidelines for Multinational Enterprises on Responsible Business Conduct เป็นกรอบมาตรฐานสำคัญในการประเมิน

OECD-points-out-global-businesses-trapped-action-gap-trap-SPACEBAR-Photo V01.jpg

69% มีนโยบาย แต่การปฏิบัติจริงยังตามไม่ทัน

ตัวเลขสำคัญของรายงานสะท้อนภาพชัดเจนว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ RBC มากขึ้น โดย 69% ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ประกาศต่อสาธารณะว่ามีพันธสัญญาด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบอย่างน้อยหนึ่งประเด็น

ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ การต่อต้านการทุจริตและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามด้วยแรงงานบังคับ แรงงานเด็ก และสิทธิมนุษยชน

การให้คำมั่นยังไม่ได้หมายความว่าบริษัทสามารถเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เพราะ OECD พบ “implementation gap” หรือช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง อย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทมีการรายงานเรื่องนโยบายและระบบบริหารจัดการมากถึง 45% ของแนวปฏิบัติที่ถูกประเมิน แต่การระบุ ติดตาม และรายงานผลกระทบอยู่ที่เพียง 25% ขณะที่การป้องกัน ลดผลกระทบ และเยียวยาผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 20%

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บริษัทจำนวนมากรู้ว่าต้องมีนโยบาย แต่ยังมีบริษัทจำนวนน้อยกว่าที่สามารถแสดงให้เห็นว่า นโยบายดังกล่าวสร้างผลลัพธ์ต่อคน สังคม และสิ่งแวดล้อมจริง

OECD-points-out-global-businesses-trapped-action-gap-trap-SPACEBAR-Photo V02 copy 2.jpg

ซัพพลายเชน จุดเสี่ยงสำคัญที่ธุรกิจยังจัดการไม่เต็มที่

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain แม้ประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัทขนาดใหญ่จะใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมในการคัดเลือกซัพพลายเออร์ แต่มี น้อยกว่า 20% ที่รายงานว่ามีการประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ในประเด็นดังกล่าวจริง

ขณะที่มีเพียง 25% ที่รายงานว่าฝึกอบรมหรือทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และเพียง 7% ที่นำประเด็นด้านสังคมในห่วงโซ่อุปทานไปเชื่อมกับกระบวนการจัดซื้อ

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ มีเพียง 3% ของบริษัทที่เปิดเผยว่ามีการปรับปรุงด้านสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความรับผิดชอบของธุรกิจยังมีแนวโน้มถูกจำกัดอยู่ภายในองค์กร ขณะที่ความเสี่ยงจำนวนมากอาจเกิดขึ้นนอกบริษัท ผ่านซัพพลายเออร์ ผู้รับจ้าง และคู่ค้าตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ

OECD-points-out-global-businesses-trapped-action-gap-trap-SPACEBAR-Photo V02 copy.jpg

สิทธิมนุษยชนยังเป็น “ช่องว่างใหญ่”

ในด้านสิทธิมนุษยชน ภาพรวมยิ่งสะท้อนช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับการปฏิบัติ ทั่วโลกมีบริษัทขนาดใหญ่เพียง 8% ที่รายงานว่ามีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน

มีเพียง 17% ที่มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นทางการ และเพียง 10% ที่ประกาศว่าจะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของบริษัท

นี่ทำให้โจทย์ของ RBC ไม่ได้อยู่เพียงที่ว่า “บริษัทมีนโยบายหรือไม่” แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ เมื่อเกิดผลกระทบขึ้น บริษัทมีระบบตรวจพบ รับฟัง แก้ไข และเยียวยาหรือไม่

กฎหมายกำลังเปลี่ยนจาก “ความสมัครใจ” สู่ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้”

ในฝั่งภาครัฐ OECD พบว่า 84% ของประเทศสมาชิก OECD มีกฎหมายหรือข้อกำหนดที่คาดหวังให้บริษัทดำเนินการรายงานหรือทำ due diligence เพื่อประเมินและจัดการผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน 67% ของประเทศที่ยึดแนวทาง OECD MNE Guidelines และอีกหลายประเทศที่ไม่ได้ยึดแนวทางดังกล่าว ก็ได้ออกกฎระเบียบในลักษณะเดียวกัน

ประเทศที่มีกฎเกี่ยวกับ due diligence แล้วคิดเป็นประมาณ 55% ของ GDP โลก

แนวโน้มนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกธุรกิจ จากเดิมที่เรื่อง ESG หรือความรับผิดชอบต่อสังคมถูกมองว่าเป็นเรื่องของ “ความสมัครใจ” กำลังกลายเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับ กฎหมาย การเปิดเผยข้อมูล ความเสี่ยงทางธุรกิจ และความสามารถในการเข้าถึงตลาด

OECD-points-out-global-businesses-trapped-action-gap-trap-SPACEBAR-Photo V02.jpg

OECD เตือนรัฐบาลต้องทำให้ “ความรับผิดชอบ” เกิดขึ้นจริง

OECD เสนอให้รัฐบาลสร้างทั้งแรงจูงใจและเงื่อนไขที่เหมาะสม เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินการตรวจสอบสถานะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม หรือ environmental and social due diligence ได้จริง

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการออกกฎหมาย แต่ต้องประเมินว่ากฎระเบียบ การกำกับดูแล และกลไกตลาดสามารถผลักดันให้บริษัทลงมือจัดการผลกระทบได้จริงหรือไม่

รัฐบาลยังต้องลดอุปสรรคสำคัญ ทั้งการขาดความรู้และบุคลากร ต้นทุนในการดำเนินการ ความขัดแย้งระหว่างกฎหมาย รวมถึงความกังวลเรื่องความรับผิดทางกฎหมาย

ที่สำคัญ OECD มองว่า ระบบ due diligence ที่มีประสิทธิภาพต้องไม่จบลงที่การ “ตรวจสอบความเสี่ยง” แต่ต้องครอบคลุมถึง การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

จาก “ทำดี” สู่ “พิสูจน์ได้ว่าทำจริง”

สาระสำคัญของรายงาน OECD ฉบับนี้จึงอยู่ที่การชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของโลกธุรกิจ โจทย์ในยุคต่อไปอาจไม่ใช่เพียงว่า “บริษัทมีนโยบาย ESG หรือไม่” แต่คือ “บริษัทสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่านโยบายนั้นถูกนำไปปฏิบัติ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริง”

เมื่อรัฐบาลทั่วโลกเริ่มนำ due diligence เข้าไปอยู่ในกฎหมายและกติกาทางธุรกิจมากขึ้น ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แรงงาน สิทธิมนุษยชน และห่วงโซ่อุปทาน จึงกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของภาพลักษณ์องค์กร ไปสู่ เงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจและการเข้าถึงตลาดโลก

สำหรับภาคธุรกิจ การมีนโยบายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่จะถูกจับตาคือข้อมูล หลักฐาน กระบวนการตรวจสอบ และผลลัพธ์ว่า บริษัทสามารถรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากธุรกิจของตัวเองได้จริงแค่ไหน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์