‘จุดอ่อน’ ที่สุดของไทย บนเส้นทางสู่ OECD อาจอยู่ที่ ‘รัฐบาลดิจิทัล’

13 ส.ค. 2569 - 12:27

  • ปี 2028 เป็นวาระสำคัญของประเทศในการก้าวเข้าสู่สมาชิก OECD

  • จะได้เป็นสมาชิก หรือ ไม่ได้เป็น ไม่สำคัญเท่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ได้มาตรฐานจริง

  • ไทยไม่ได้ขาดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล แต่ขาดเจ้าภาพทั้งระบบ

‘จุดอ่อน’ ที่สุดของไทย บนเส้นทางสู่ OECD  อาจอยู่ที่ ‘รัฐบาลดิจิทัล’

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยไม่ควรถูกวัดจากจำนวนแอปพลิเคชันของรัฐ จำนวนเสาสัญญาณ 5G หรือจำนวนประชาชนที่ซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีกต่อไป เพราะในสายตาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ใช่โครงการด้านเทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศที่เชื่อมโยงตั้งแต่การทำงานของรัฐบาล การแข่งขันทางธุรกิจ การไหลเวียนของข้อมูล ทักษะแรงงาน ความมั่นคงปลอดภัย ไปจนถึงสิทธิของประชาชนในโลกดิจิทัล

ประเทศไทยกำลังตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ราวปี 2028 แต่คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ไทยจะ‘ผ่าน’กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกได้หรือไม่ หากอยู่ที่ว่าเมื่อถึงวันนั้น ประเทศไทยจะมี‘โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ได้มาตรฐานจริง’ หรือเพียงปรับกฎหมายและเอกสารให้ผ่านการประเมินโดยที่ระบบราชการและโครงสร้างตลาดยังทำงานเหมือนเดิม

OECD ใช้กรอบ Going Digital Integrated Policy Framework เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความพร้อมของประเทศ โดยประกอบด้วย 7 มิติ ได้แก่

1. การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล

2. การใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

3. นวัตกรรม

4. งานที่มีคุณภาพ

5. ความทั่วถึงทางสังคม

6. ความเชื่อมั่น

7. การเปิดตลาด

ทั้งเจ็ดมิตินี้ไม่ได้แยกออกจากกัน เพราะการที่เรามีอินเทอร์เน็ตเร็วแต่ประชาชนขาดทักษะ เรามีข้อมูลจำนวนมากแต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรือเรามีประเทศที่ผลักดัน AI โดยไม่มีกติกาคุ้มครองประชาชน ย่อมไม่อาจเรียกตัวเองว่าเป็น ‘เศรษฐกิจดิจิทัลที่สมบูรณ์ได้’

เมื่อใช้กรอบนี้ส่องกลับมายังประเทศไทย ภาพที่ปรากฏชัดที่สุดคือ ‘ไทยไม่ได้ขาดโครงการดิจิทัล แต่ขาดการเชื่อมโครงการเหล่านั้นให้กลายเป็นระบบเดียวกัน’

จุดอ่อนใหญ่ที่สุดคือรัฐบาลดิจิทัลที่ยัง‘ไม่เข้าใจ’ประชาชน

ข้อมูล Digital Government Index ปี 2025 ระบุว่า ไทยได้คะแนนเพียง 0.48 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD อยู่ที่ 0.70 และไทยมี‘คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย’ในทุกมิติ โดยเฉพาะ Proactiveness ซึ่งได้เพียง 0.31, Government as a Platform 0.34 และ User-Driven 0.37

ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า รัฐบาลไทยอาจมีบริการออนไลน์เพิ่มขึ้น แต่บริการจำนวนมากยัง‘ไม่ได้ถูกออกแบบจากชีวิตจริง’ของประชาชน เรายังคงนำขั้นตอนราชการเดิมขึ้นไปวางบนหน้าจอ ประชาชนยังต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำหลายหน่วยงาน ต้องรู้เองว่าต้องติดต่อกรมใด และต้องพิสูจน์ตัวตนหรือยื่นเอกสารที่รัฐมีอยู่แล้ว

รัฐดิจิทัลที่แท้จริงต้องไม่เพียง ‘รอให้ประชาชนมาขอรับบริการ’ แต่ควรคาดการณ์ความต้องการและเสนอบริการให้โดยอัตโนมัติ เมื่อเด็กเกิด ระบบควรเชื่อมการแจ้งเกิด สิทธิรักษาพยาบาล เงินอุดหนุน และทะเบียนบ้านเข้าด้วยกัน เมื่อกิจการจดทะเบียน รัฐควรแสดงใบอนุญาต สิทธิประโยชน์ทางภาษี แหล่งเงินทุน และมาตรการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องทันที โดยไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการเดินเคาะประตูทีละหน่วยงาน

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมี‘บัญชีกลางของบริการภาครัฐ’ หรือ centralized service catalogue มีมาตรฐานการออกแบบบริการที่ทุกหน่วยงานต้องใช้ร่วมกัน และจัดบริการตาม ‘เส้นทางชีวิตของประชาชนและกิจการ’ แทนการจัดตามโครงสร้างของกระทรวงและกรม

แม้ประเทศไทยจะทำได้ค่อนข้างดีกว่าในด้าน Digital by Design และการสร้างภาครัฐที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ขณะที่คะแนน Open Government Data หรือ OURdata Index อยู่ที่เพียง 0.43 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐไม่มีข้อมูล แต่อยู่ที่‘ข้อมูลเข้าถึงยาก’ มาตรฐานไม่ตรงกัน และขาดกลไกสนับสนุนให้ประชาชน ธุรกิจ นักวิจัย และสื่อมวลชนนำข้อมูลกลับไปใช้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ประเทศไทยต้องเลิกวัดความสำเร็จจาก ‘จำนวนชุดข้อมูลที่เปิด’ และหันมาวัดว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกนำไปใช้จริงกี่ครั้ง สร้างบริการใหม่ได้เท่าใด ลดต้นทุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้มากเพียงใด และช่วยเพิ่มความโปร่งใสของรัฐอย่างไร

อินเทอร์เน็ตของเราเร็วขึ้น แต่การแข่งขันอาจกำลังแคบลง

ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านโครงข่ายสื่อสารอย่างมาก แต่ OECD เตือนว่าคุณภาพของเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วของอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับโครงสร้างการแข่งขัน ‘ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้’ ความมั่นคงของระบบ และความสามารถในการขยายบริการไปยังพื้นที่ที่ตลาดไม่ต้องการลงทุน

รายงาน Extending Broadband Connectivity in Southeast Asia เสนอให้ไทย‘เสริมความโปร่งใส’และ‘ความเป็นอิสระ’ของ กสทช. ทบทวนกฎเกณฑ์การควบรวมกิจการในภาคสื่อสาร และติดตามเงื่อนไขภายหลังการควบรวมกิจการ True-dtac อย่างจริงจัง เพราะเมื่อจำนวนผู้เล่นลดลง ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงราคาค่าบริการ แต่อาจรวมถึงคุณภาพบริการ ทางเลือกของผู้บริโภค การลงทุนในโครงข่าย และอำนาจต่อรองของธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของผู้ประกอบการรายใหญ่

ประเทศไทยต้องอำนวยความสะดวกให้เกิด‘โครงข่ายขายส่ง’ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ติดตามค่าบริการขายส่ง เปิดให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ลดความซ้ำซ้อนของการวางสายและงานโยธา ตลอดจนแก้ปัญหาใบอนุญาตและสิทธิทางผ่านที่ทำให้การลงทุนล่าช้า นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กฎที่อ้างว่าปกป้องความมั่นคงกลายเป็นกำแพงปกป้องผู้เล่นเดิมและลดการแข่งขันโดยไม่จำเป็น

โครงข่ายในอนาคตต้องไม่เพียงเร็ว แต่ต้องมีความทนทาน ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม เพราะหากคนต่างจังหวัดยังต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อรับบริการที่ด้อยกว่า ความเหลื่อมล้ำดิจิทัลจะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ถาวร

เราต้องเลือกระหว่าง ‘ปกป้องข้อมูล’ กับ ‘กักข้อมูล’

อีกโจทย์สำคัญคือการเปิดตลาดและการค้าดิจิทัล รายงาน Digital Trade Review of ASEAN ปี 2026 สะท้อนว่า ไทยมีสภาพแวดล้อมค่อนข้างเปิดในบางด้าน แต่ยังมี‘ข้อจำกัด’ในบริการคอมพิวเตอร์ โลจิสติกส์ บริการจัดส่ง และโทรคมนาคมบางส่วน ซึ่งล้วนเป็นบริการสนับสนุนสำคัญของการค้าดิจิทัล

ในระบบเศรษฐกิจใหม่ สินค้าอาจซื้อขายผ่านหน้าจอ แต่เบื้องหลังต้องอาศัยระบบชำระเงิน คลาวด์ ซอฟต์แวร์ โลจิสติกส์ การยืนยันตัวตน และการส่งข้อมูลข้ามพรมแดน หากบริการเหล่านี้มีต้นทุนสูง ถูกจำกัดการแข่งขัน หรือมีผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย ผู้ประกอบการ SME ย่อมไม่อาจแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ แม้เราจะมีกฏหมายว่าทุกกิจการจะต้อง‘มีสิทธิเข้าถึงตลาดเท่ากัน’ก็ตาม

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีแนวโน้มใช้มาตรการ data localisation เข้มงวดขึ้นในบางภาคส่วน โดยเฉพาะคลาวด์และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ความมั่นคงของข้อมูลเป็นเรื่องจำเป็น แต่การบังคับให้ข้อมูลทุกประเภทต้องอยู่ภายในประเทศโดยไม่มีการประเมินความเสี่ยงอย่างชัดเจนอาจเพิ่มต้นทุน ลดทางเลือก และขัดกับหลัก Data Free Flow with Trust ซึ่ง OECD ให้ความสำคัญ

หลักคิดที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ปล่อยข้อมูลไหลอย่างไร้ขอบเขต และไม่ใช่กักข้อมูลทั้งหมดไว้ภายในประเทศ แต่ต้อง‘จำแนกข้อมูล’ตามระดับความเสี่ยง วางมาตรฐานการคุ้มครองและความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ พร้อมเปิดให้ข้อมูลที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงหรือสิทธิขั้นพื้นฐานสามารถไหลเวียนเพื่อการค้า นวัตกรรม และการวิจัยได้

ไทยควรเร่งปรับ‘กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์’ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พิจารณาเข้าร่วมอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนการจัดทำ ASEAN Digital Economy Framework Agreement หรือ DEFA อย่างจริงจัง และมีบทบาทในการกำหนดกติกาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของ WTO แทนการรอรับกติกาที่ประเทศอื่นเป็นผู้เขียน

Screenshot 2569-08-13 at 10.43.37.png

OECD ให้ความสำคัญกับทักษะดิจิทัลในฐานะเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโต ไม่ใช่นโยบายเสริมท้ายแผน ประเทศไทยจึงไม่ควรตีความทักษะดิจิทัลเพียง‘การเขียนโปรแกรม’หรือการใช้เครื่องมือ AI แต่ต้องครอบคลุมทักษะพื้นฐาน การคิดวิเคราะห์ การรู้เท่าทันข้อมูล ความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยงทางไซเบอร์

ประชาชนต้องรู้ว่าจะ‘ปกป้องข้อมูล’และ‘แยกแยะข้อมูลเท็จ’อย่างไร ข้าราชการต้องรู้ว่าจะใช้ข้อมูลออกแบบบริการอย่างไร แรงงานต้องสามารถทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ ส่วน SME ต้องรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพ เข้าถึงตลาด และบริหารกิจการอย่างไร ไม่ใช่เพียงถูกชักชวนให้เปิดร้านบนแพลตฟอร์มแล้วต้องพึ่งพาโฆษณา อัลกอริทึม และค่าธรรมเนียมตลอดไป

หากประเทศเรายังคงลงทุนกับโครงข่ายแต่ไม่ลงทุนกับคน ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะไหลไปสู่ธุรกิจที่มีทุน ข้อมูล และบุคลากรพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กจะกลายเป็นเพียงผู้เช่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของบริษัทขนาดใหญ่

AI ต้องมีธรรมาภิบาล ไม่ใช่มีเพียงแผนส่งเสริม

ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2565–2570 แต่ OECD ชี้ให้เห็นความจำเป็นของกลไกด้านความโปร่งใส จริยธรรม และมาตรการคุ้มครองที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การประกาศว่าจะส่งเสริม AI โดยไม่กำหนดว่าใครต้องรับผิดเมื่อระบบผิดพลาด ข้อมูลใดถูกนำไปใช้ และประชาชนมีสิทธิอุทธรณ์อย่างไร ย่อมไม่เพียงพอ

เราควรพัฒนากรอบกำกับดูแล AI ตามระดับความเสี่ยง สอดคล้องกับ OECD AI Principles โดยเฉพาะการใช้ AI ในภาครัฐ การให้สินเชื่อ การจ้างงาน การศึกษา สุขภาพ และกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ระบบที่กระทบสิทธิของประชาชนต้องสามารถตรวจสอบ อธิบาย และมีมนุษย์รับผิดชอบต่อการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ความเชื่อมั่นไม่ใช่อุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรม แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้นวัตกรรมเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะหากประชาชนไม่เชื่อว่าข้อมูลของตนจะได้รับการคุ้มครอง ต่อให้รัฐและธุรกิจลงทุนในเทคโนโลยีมากเพียงใด การนำไปใช้ก็จะถูกต่อต้านในที่สุด

เราไม่ได้ขาดยุทธศาสตร์ แต่ขาดเจ้าภาพของทั้งระบบ

ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยคือ นโยบายดิจิทัลกระจายอยู่ในหลายกระทรวง หลายคณะกรรมการ และหลายแผนงาน แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบผลลัพธ์ของเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม หน่วยงานหนึ่งดูโครงข่าย หน่วยงานหนึ่งดูข้อมูล หน่วยงานหนึ่งส่งเสริม AI อีกหน่วยงานหนึ่งคุ้มครองผู้บริโภค ขณะที่ปัญหาในโลกจริงเกิดขึ้นพร้อมกันและไม่เคารพเส้นแบ่งอำนาจราชการ

ประเทศสมาชิกและประเทศคู่ค้าของ OECD จึงมีแนวโน้มจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลโดยเฉพาะ หรือวางกลไกระดับสูงที่มีอำนาจประสานยุทธศาสตร์แห่งชาติ ประเทศไทยมีหน่วยงานด้านดิจิทัลอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้หน่วยงานเหล่านั้นสามารถ‘กำหนดมาตรฐานกลาง’ บังคับใช้ข้ามกระทรวง ลดโครงการซ้ำซ้อน และรับผิดชอบต่อตัวชี้วัดร่วมกันได้จริง

กรอบ Going Digital ทั้ง 7 มิติควรถูกนำมาใช้เป็นบัญชีตรวจสอบของยุทธศาสตร์ชาติ ทุกนโยบายต้องตอบให้ได้ว่าเพิ่มการเข้าถึงอย่างไร ทำให้ประชาชนและธุรกิจใช้เทคโนโลยีได้ดีขึ้นหรือไม่ สร้างนวัตกรรมและงานที่มีคุณภาพเพียงใด ลดความเหลื่อมล้ำอย่างไร สร้างความเชื่อมั่นหรือเพิ่มความเสี่ยง และเปิดตลาดให้เกิดการแข่งขันจริงหรือเพียงเพิ่มอำนาจให้ผู้เล่นเดิม

การเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงไม่ควรถูกมองเป็น‘พิธีกรรมทางการทูต’หรือเครื่องหมายรับรองประเทศ แต่ควรเป็นแรงกดดันให้ไทยปรับโครงสร้างรัฐและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เปลี่ยนรัฐบาลดิจิทัลจากการนำแบบฟอร์มขึ้นออนไลน์ไปสู่บริการเชิงรุก เปลี่ยนนโยบายข้อมูลจากการกักเก็บไปสู่การไหลเวียนอย่างมีความรับผิดชอบ เปลี่ยนการลงทุนโครงข่ายจากการแข่งขันเรื่องความเร็วไปสู่การแข่งขันที่เปิดกว้าง และเปลี่ยนการส่งเสริม AI จากการเร่งใช้ให้มากที่สุดไปสู่การใช้โดยมีหลักประกันว่าประชาชนจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ประเทศไทยอาจเข้า OECD ได้ด้วยการปรับกฎหมายให้ผ่านเกณฑ์ แต่ประเทศไทยจะเป็นประเทศดิจิทัลที่แท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อ

ประชาชนไม่ต้องเข้าใจระบบราชการเพื่อรับบริการ

SME ไม่ต้องยอมจำนนต่อเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน

ข้อมูลกับเทคโนโลยีถูกใช้เพื่อ‘กระจายโอกาส’ ไม่ใช่รวมศูนย์อำนาจไว้กับรัฐและทุนขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย

ปี 2028 จึงไม่ควรเป็นเพียงเส้นตายของการเข้า OECD แต่ต้องเป็นเส้นตายของรัฐดิจิทัลแบบเดิมด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์