เมื่อพูดถึง FTA คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้า การเปิดภาคบริการ หรือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศแต่ในมุมของ OECD การเปิดตลาดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะตลาดที่‘เปิด’ไม่ได้หมายความว่าตลาดนั้นจะ‘แข่งขันอย่างเป็นธรรม’ โดยอัตโนมัติ
ประเทศหนึ่งอาจ‘ลดภาษีนำเข้า’เหลือศูนย์ อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาเต็มรูปแบบ และประกาศตัวว่าเป็นเศรษฐกิจเปิด แต่หากรัฐยังให้สิทธิพิเศษแก่‘ผู้ประกอบการบางกลุ่ม’ รัฐวิสาหกิจได้รับต้นทุนหรือเงื่อนไขที่เหนือกว่าเอกชน กฎระเบียบเอื้อผู้เล่นเดิม หรือบริษัทบางรายสามารถใช้อำนาจตลาด‘กีดกัน’คู่แข่งได้ สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่ตลาดเสรีในความหมายที่สมบูรณ์
นี่คือจุดที่แนวคิด ‘Competitive Neutrality’ เข้ามาเชื่อมกับ FTA อย่างมีนัยสำคัญ
OECD ให้นิยาม Competitive Neutrality ว่าเป็นหลักการที่ทำให้ผู้ประกอบการทุกฝ่ายอยู่บน ‘Level Playing Field’ โดยไม่ควรได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไม่เหมาะสมจากความเป็นเจ้าของ สถานที่ตั้ง รูปแบบทางกฎหมาย หรือการแทรกแซงของรัฐ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ บริษัทควร‘แข่งขัน’กันด้วยประสิทธิภาพ คุณภาพ ราคา นวัตกรรม และความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภค ไม่ใช่ด้วย‘อภิสิทธิ์’ที่ได้รับจากโครงสร้างของรัฐ
หลักการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันระหว่างรัฐวิสาหกิจกับเอกชนอย่างที่มักเข้าใจกัน OECD ระบุชัดว่า Level Playing Field ต้องเกิดขึ้นทั้งระหว่างรัฐวิสาหกิจกับเอกชน ระหว่างเอกชนด้วยกันเอง และที่สำคัญคือ ‘ระหว่างผู้ประกอบการในประเทศกับผู้ประกอบการต่างประเทศ’
ตรงนี้เองที่ Competitive Neutrality กลายเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญเดียวกับ FTA
FTA มีหน้าที่รื้อกำแพงที่อยู่ ‘ระหว่างประเทศ’ แต่ Competitive Neutrality มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ประเทศสร้างกำแพงหรือความได้เปรียบขึ้นมาใหม่ ‘ภายในตลาด’
FTA จึงตอบคำถามว่า
‘ใครสามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดได้บ้าง’
ขณะที่ Competitive Neutrality ตอบคำถามต่อไปว่า
‘เมื่อเข้ามาแล้ว ทุกคนแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกันหรือไม่’
หากมีเพียง FTA แต่ไม่มี Competitive Neutrality การเปิดเสรีอาจกลายเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบของการ‘บิดเบือน’การแข่งขัน จากเดิมที่ใช้ภาษีหรือโควตากีดกันสินค้าต่างประเทศ ไปเป็นการใช้ใบอนุญาต เงินอุดหนุน การจัดซื้อจัดจ้าง สิทธิพิเศษทางภาษี การเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ หรือกฎระเบียบที่เลือกปฏิบัติแทน
OECD จึงมีแนวคิดเรื่อง Trade Policy และ Competition Policy ที่เชื่อมโยงกันมาเป็นเวลานาน โดยเสนอว่ารัฐบาลควรนำผลกระทบต่อการแข่งขันมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดนโยบายการค้า และควรประเมินว่ามาตรการทางการค้าจะสร้างหรือรักษาข้อจำกัดการแข่งขันไว้หรือไม่
นี่คือเหตุผลที่ Free Trade กับ Fair Competition ไม่ควรถูกมองเป็นนโยบายคนละชุด
Free Trade เปิดประตู
Competition Policy ดูแลสนาม
Competitive Neutrality ทำให้เจ้าของสนามไม่สามารถเอียงสนามเข้าหาใครบางคน

ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญขึ้นในเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะการแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นระหว่าง ‘บริษัทไทยกับบริษัทต่างชาติ’ อย่างตรงไปตรงมาอีกแล้ว บริษัทข้ามชาติอาจเข้ามาตั้งบริษัทในประเทศไทย บริษัทไทยอาจมีทุนต่างชาติ รัฐวิสาหกิจอาจแข่งขันกับเอกชน บริษัทแพลตฟอร์มอาจดำเนินกิจการข้ามพรมแดนโดยแทบไม่มีสินทรัพย์อยู่ในประเทศไทย และ SME ไทยอาจเป็น Supplier ของบริษัทต่างชาติใน Global Value Chain
ดังนั้นการแบ่งโลกง่าย ๆ ว่า ‘ไทยกับต่างชาติ’ จึงไม่เพียงพออีกต่อไป
สิ่งที่ OECD ให้ความสำคัญมากกว่าคือ ‘การแข่งขันต้องเป็นกลางต่อ ownership, nationality, location และ legal form’ เพื่อให้บริษัทที่มีประสิทธิภาพที่สุดสามารถเติบโตได้ทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดระหว่างประเทศ
ประเด็นนี้มีผลโดยตรงต่อ SME
ในด้านหนึ่ง FTA สามารถสร้างโอกาสมหาศาลให้ SME เพราะช่วย‘ลดต้นทุน’ในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เชื่อม SME เข้ากับ supply chain ระดับโลก และเปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้ และมาตรฐานการผลิต
แต่อีกด้านหนึ่ง FTA ก็หมายถึง SME ไทยต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการที่อาจมีทุนมากกว่า เทคโนโลยีสูงกว่า scale ใหญ่กว่า และมีเครือข่ายทั่วโลก
รัฐจึงต้องระวังไม่ให้ความแตกต่างเหล่านั้นถูกขยายเพิ่มเติมด้วย ‘ความไม่เป็นกลางของกติกา’
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงเงินอุดหนุนหรือทรัพยากรของรัฐโดยที่ SME เข้าไม่ถึง หากรัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิพิเศษในการแข่งขันกับเอกชน หากเงื่อนไขจัดซื้อจัดจ้างเอื้อเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ หรือหากกฎระเบียบสร้าง fixed cost ที่บริษัทใหญ่รับได้แต่ SME รับไม่ได้ ตลาดนั้นอาจเปิดในเชิงกฎหมาย แต่ไม่ได้เปิดในเชิงเศรษฐกิจจริง
OECD Competitive Neutrality Toolkit จึงไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องกฎหมายการแข่งขัน แต่ครอบคลุมอย่างน้อยทั้ง ‘Competition law and enforcement, regulatory environment, public procurement, state support และ public service obligations’ เพราะแต่ละเรื่องสามารถทำให้สนามการแข่งขันเอียงได้ทั้งสิ้น
นี่ทำให้แนวคิด Competitive Neutrality มีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศไทยในช่วงที่กำลังเข้าสู่ OECD
ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการ Accession อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2024 และในเดือนธันวาคม 2025 ได้ยื่น Initial Memorandum ต่อ OECD ซึ่งนำเข้าสู่ช่วง Technical Review ที่กฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยจะถูกพิจารณาโดยคณะกรรมการ OECD หลายด้าน
และนี่อาจทำให้ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนคำถามพื้นฐานหลายข้อ
รัฐวิสาหกิจกับเอกชนแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกันจริงหรือไม่
เงินสนับสนุนจากรัฐทำให้ผู้ประกอบการบางราย‘ได้เปรียบ’อย่างไม่สมควรหรือไม่
การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐเปิดกว้างและไม่เลือกปฏิบัติเพียงพอหรือไม่
กฎระเบียบสร้าง Barrier to Entry ให้ผู้ประกอบการรายใหม่หรือ SME หรือไม่
และเมื่อประเทศไทยเปิดตลาดเพิ่มเติมผ่าน FTA ผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศถูกกำกับภายใต้หลักการแข่งขันเดียวกันเพียงใด
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องทฤษฎี เพราะ OECD Economic Survey: Thailand 2025 ระบุว่ากฎระเบียบตลาดสินค้าของประเทศไทยยังมีพื้นที่ให้ปรับให้‘เอื้อต่อการแข่งขัน’อีกมาก และเมื่อเปรียบเทียบผ่าน Product Market Regulation indicators ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่กฎระเบียบเอื้อต่อการแข่งขันค่อนข้างน้อย
ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการใช้ FTA เป็นเครื่องมือผลักดันเศรษฐกิจจริง การเจรจาเปิดตลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ
ประเทศไทยต้องสร้าง Domestic Competitive Neutrality ควบคู่กันไปด้วย
เพราะความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้เกิดจากการปกป้องบริษัทไทยให้ไม่ต้องแข่งขันกับต่างชาติ และไม่ได้เกิดจากการเปิดตลาดให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันอย่างไร้เงื่อนไข แต่เกิดจากการสร้างระบบที่ทำให้ ‘ผู้ประกอบการที่ดีกว่า มีประสิทธิภาพกว่า และสร้างคุณค่าได้มากกว่าเป็นผู้ชนะ’
ไม่ว่าจะเป็น SME บริษัทใหญ่ รัฐวิสาหกิจ บริษัทไทย หรือบริษัทต่างชาติ
นั่นคือความแตกต่างระหว่าง Protectionism กับ Fair Competition
และอาจเป็นความหมายที่ลึกกว่าของคำว่า ‘เปิดประเทศ’
FTA ทำให้ตลาดเปิด แต่ Competitive Neutrality ทำให้ตลาดที่เปิดนั้นเป็นตลาดที่ควรค่าแก่การแข่งขัน
สำหรับ SME ไทย นี่จึงไม่ใช่คำถามว่าเราควร‘ปิดประเทศ’เพื่อป้องกันการแข่งขันจากต่างชาติหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่สำคัญกว่า คือ
เมื่อเราเปิดประตูให้โลกเข้ามาแข่งขันแล้ว ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะทำให้ทุกคนแข่งขันบนสนามเดียวกัน
เพราะในโลกของ OECD การเปิดเสรีทางการค้าที่ไม่มี Competitive Neutrality อาจสร้างได้เพียง ‘Open Market’
แต่สิ่งที่เศรษฐกิจต้องการจริง ๆ คือ ‘Open and Fair Market’
ยิ่งประเทศไทยมี FTA มากขึ้นเท่าไร ความจำเป็นที่จะต้องมี Competitive Neutrality ที่เข้มแข็งก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น




