ครม. ไฟเขียวร่างข้อตกลงไทย-เนเธอร์แลนด์ ซื้อที่ดินทำเนียบทูตใหม่ แก้ข้อจำกัดถือครองเกิน 15 ไร่ ยึดหลักต่างตอบแทน
ปัญหาการถือครองที่ดินของสถานทูตต่างประเทศในไทยกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังที่ผ่านมา การซื้อที่ดินเพิ่มเติมของคณะทูตต่างชาติในประเทศไทยติดข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่ถือครองที่ดินเกินเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ ซึ่งต้องเสนอให้ ครม. พิจารณาเป็นรายกรณี เพื่อป้องกันผลกระทบด้านกรรมสิทธิ์และรักษาหลักความสมดุลระหว่างประเทศ
ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. (12 พ.ค. 2569) มีมติเห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ว่าด้วยการขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยแห่งใหม่
ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์มีความประสงค์ขอซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 2 แปลง รวมเนื้อที่ 3 งาน 75.2 ตารางวา บริเวณซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตแห่งใหม่ รองรับภารกิจทางการทูตที่ขยายตัวและเหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยเกินกว่า 15 ไร่แล้ว การซื้อที่ดินเพิ่มเติมจึงต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้
สำหรับสาระสำคัญของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าว เป็นการกำหนดสิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาคาร และห้องชุด เพื่อใช้เป็นที่ทำการหรือที่พักของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของทั้งสองประเทศ ภายใต้หลัก ‘ต่างตอบแทน’ หรือการให้สิทธิประโยชน์แก่กันในระดับเท่าเทียม รวมถึงการยกเว้นภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และค่าบริการที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมธนารักษ์ กรมที่ดิน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีข้อขัดข้อง โดยประเมินว่าสถานที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมด้านความปลอดภัย การใช้งานทางการทูต และไม่พบปัญหาด้านกรรมสิทธิ์หรือภาระผูกพันในที่ดิน
รัฐบาลมองว่า การอนุมัติครั้งนี้ไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวกต่อภารกิจทางการทูตของเนเธอร์แลนด์ในไทย แต่ยังเป็นการสร้างหลักประกันให้ไทยสามารถได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกัน หากมีความจำเป็นต้องถือครองอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมในประเทศเนเธอร์แลนด์ในอนาคต
ลลิดาระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักกฎหมาย ความเหมาะสม และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-เนเธอร์แลนด์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานของความไว้วางใจและหลักปฏิบัติต่างตอบแทน




