กพช.ลดค่าไฟ ดึง 1.6 หมื่นล้านพยุง Ft

18 ก.ย. 2569 - 15:59

  • กพช.รับทราบค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ใช้เงิน 1.61 หมื่นล้านช่วยลดภาระค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. 69

  • กฟผ.-ปตท.รับภาระต้นทุนคงค้างไปก่อน ส่วนต่างราคาก๊าซทยอยเรียกเก็บผ่านค่าไฟตั้งแต่ พ.ค. 70

  • ไฟเขียวโซลาร์ภาคประชาชน 1 หมื่น MW รับซื้อไฟส่วนเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย นาน 20 ปี

กพช.ลดค่าไฟ ดึง 1.6 หมื่นล้านพยุง Ft

กพช.ลดภาระค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. 69

ดึงเงิน 1.61 หมื่นล้านพยุงค่า Ft พร้อมขยายโซลาร์ 1 หมื่น MW

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เดินหน้ามาตรการดูแลค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 หลังต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าไฟ โดยเห็นชอบแนวทางใช้เงินผลประโยชน์ส่วนเกิน 16,127 ล้านบาทเข้ามาช่วยลดภาระผ่านค่า Ft พร้อมให้ กฟผ. และ ปตท. รับภาระต้นทุนคงค้างไปก่อน ขณะเดียวกันขยายเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนเป็น 10,000 เมกะวัตต์ เปิดทางให้ครัวเรือนผลิตไฟใช้เองและขายส่วนเกินเข้าระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย นาน 20 ปี

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม กพช. (18 กันยายน 2569) โดย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมรับทราบแนวทางดูแลค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 ตามมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่กำหนดค่า Ft ขายปลีกไว้ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย

ใช้เงิน 1.61 หมื่นล้านช่วยพยุงค่าไฟ

มาตรการดูแลค่าไฟในรอบนี้ กำหนดให้นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่เก็บรักษาไว้จำนวน 16,127.17 ล้านบาท มาใช้ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าผ่านค่า Ft ขณะเดียวกัน กฟผ. และ ปตท. จะรับภาระคงค้างสะสมแทนประชาชนไปก่อน

อีกส่วนหนึ่ง กำหนดราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งตามราคาที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินประมาณการเฉลี่ยราคาควบคุมที่ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 เพื่อจำกัดผลกระทบจากต้นทุนก๊าซที่มีต่อค่าไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงจะไม่ได้หายไป แต่จะทยอยเรียกเก็บผ่านการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในอนาคต โดย กพช. มอบหมายให้ ปตท. และ กฟผ. ดำเนินการกับโรงไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง และให้ทยอยเรียกเก็บส่วนต่างตั้งแต่รอบค่าไฟเดือนพฤษภาคม 2570 เป็นต้นไป ภายใต้การกำกับของ กกพ.

ขยายโซลาร์ประชาชน 10,000 MW

นอกจากการดูแลค่าไฟระยะสั้น กพช. ยังเห็นชอบขยายโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภาคประชาชน ทั้งแบบ Rooftop, On Ground และ Floating ในรูปแบบ Net Billing

เป้าหมายรับซื้อไฟฟ้ารวมเพิ่มเป็น 10,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดให้เสนอขายไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการเดิม ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2561 รวมถึงโครงการภายใต้เป้าหมาย 500 เมกะวัตต์ตามมติ กพช. เดือนเมษายน 2569 จะได้รับการขยายระยะเวลารับซื้อจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปีเช่นกัน

ในทางปฏิบัติ มาตรการนี้เปิดทางให้ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์สามารถลดการซื้อไฟจากระบบในช่วงที่ผลิตไฟได้ และนำไฟฟ้าส่วนที่เหลือขายกลับเข้าสู่ระบบได้ ขณะที่ระยะเวลารับซื้อที่ยาวขึ้นจะช่วยให้ผู้ติดตั้งมีกรอบรายได้จากไฟฟ้าส่วนเกินในระยะยาว

ลดขั้นตอนติดตั้ง ดันประชาชนเป็นผู้ผลิตไฟ

กพช. มอบหมายให้ กกพ. ปรับปรุงระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กฟน. และ กฟภ. ต้องจัดส่งข้อมูลการผลิตและรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบ Real Time ให้ กฟผ. เพื่อใช้บริหารจัดการระบบไฟฟ้า

รัฐบาลยังเตรียมปรับขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งและเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าให้รวดเร็วขึ้นในลักษณะ One Stop Service เพื่อลดอุปสรรคสำหรับประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์

ภาพรวมของมาตรการครั้งนี้จึงมี 2 ระยะชัดเจน คือ ระยะสั้น รัฐใช้กลไกด้านค่า Ft และต้นทุนก๊าซเข้ามาช่วยพยุงค่าไฟ ขณะที่ระยะยาวเปิดให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น จากเดิมที่เป็นผู้ซื้อไฟเพียงอย่างเดียว สู่การเป็นผู้ผลิตไฟและขายไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์