ป.ป.ช.ตรวจ TH-AI Passport เชิงรุก ยอดสมัครทะลุล้าน แต่คำถาม TOR–ข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่จบ

21 ส.ค. 2569 - 12:03

  • ป.ป.ช.ยืนยันตรวจสอบข้อสงสัย TH-AI Passport เชิงรุก แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าพบทุจริต และไม่ได้สั่งหยุดโครงการ

  • ยอดลงทะเบียน 1,000,140 รายใน 2 วัน เท่ากับประมาณ 20% ของเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ

  • สภาผู้บริโภคเตือนให้ตรวจการเก็บ Prompt ไฟล์ ประวัติสนทนา การส่งต่อ และระยะเวลาเก็บข้อมูลก่อนยินยอม

ป.ป.ช.ตรวจ TH-AI Passport เชิงรุก ยอดสมัครทะลุล้าน แต่คำถาม TOR–ข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่จบ

โครงการ TH-AI Passport กำลังเดินหน้าท่ามกลางสองพัฒนาการสำคัญ ด้านหนึ่งมียอดลงทะเบียนสำเร็จ 1,000,140 รายภายใน 2 วัน คิดเป็นประมาณ 20% ของโควตา 5 ล้านสิทธิ ขณะที่อีกด้าน สำนักงาน ป.ป.ช.ยืนยันว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบคำร้องเกี่ยวกับข้อสงสัยเรื่องการเอื้อประโยชน์และการกำหนดคุณสมบัติที่อาจเข้าข่ายล็อกสเปกให้เอกชน

สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยเมื่อวานนี้ (20 สิงหาคม 2569) ว่า เรื่องร้องเรียนที่ขอให้ตรวจสอบ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรณีโครงการ TH-AI Passport ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ป.ป.ช.ระบุว่า ดำเนินทั้งมาตรการทางคดี การเฝ้าระวัง และการป้องกันเชิงรุกควบคู่กัน แต่การรับเรื่องตรวจสอบ ยังไม่ได้หมายความว่าพบการล็อกสเปก การเอื้อประโยชน์ หรือการทุจริตแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้ระงับหรือชะลอโครงการ

โครงการนี้จึงยังมีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยการลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมเป็นขั้นตอนสมัคร ยืนยันตัวตน และสร้างบัญชีล่วงหน้า

2 วัน ยอดสมัครแตะ 20% ของเป้าหมาย

สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. รายงานว่า หลังเปิดลงทะเบียนล่วงหน้าวันที่ 19 สิงหาคม ยอดผู้ลงทะเบียนเพิ่มเป็น 1,000,140 รายภายใน 2 วัน คิดเป็นประมาณ 20% ของโควตา 5 ล้านสิทธิ

วันแรก ณ เวลา 17.00 น. มีผู้ลงทะเบียนสำเร็จ 532,692 ราย ก่อนยอดจะเพิ่มเกือบเท่าตัวในวันถัดมา ขณะที่ผู้สมัครบางส่วนพบความล่าช้าในการยืนยันตัวตนผ่าน ThaID โดยกระทรวงดีอีแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เป็นอีกช่องทาง

ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อมูลประกาศผู้ชนะของ สดช.ระบุว่า “กิจการค้าร่วมทีเอช” เป็นผู้ชนะการประกวดราคาแบบ e-bidding ในราคา 1,621 ล้านบาท

สดช.ยืนยันว่าการจ่ายเงินจะใช้ระบบ Pay Per Active User โดยรัฐจ่ายเฉพาะผู้ใช้งานระดับ Innovator ที่ใช้งานจริงตามเงื่อนไข ในอัตรา 24.70 บาทต่อคนต่อเดือน ไม่ใช่จ่ายตามจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดนิยาม Active User เงื่อนไขการขึ้นสู่ระดับ Innovator และยอดเบิกจ่ายจริง ยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเรียกร้องว่าควรเปิดเผยต่อสาธารณะ

ส่วนการคุ้มครองข้อมูล TOR กำหนดให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้ Generative AI ถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าผู้ให้บริการไม่สามารถนำข้อมูลผู้ใช้ไปฝึกหรือพัฒนาโมเดลต่อได้ แต่ข้อความดังกล่าวควรถูกมองเป็นข้อกำหนดและคำชี้แจงของฝ่ายโครงการ ซึ่งยังต้องติดตามการปฏิบัติจริงหลังเปิดระบบ

TOR ถูกนำมาโต้ข้อกล่าวหาล็อกสเปก

ฝ่ายผู้รับผิดชอบโครงการยืนยันว่า การดำเนินงานเป็นไปตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างและเปิดให้ตรวจสอบ พร้อมอ้างข้อกำหนดใน TOR ว่าโครงการมีเป้าหมายให้ประชาชนอย่างน้อย 5 ล้านคนเข้าถึง Generative AI ฟรีเป็นเวลา 1 ปี

TOR ยังระบุวัตถุประสงค์ให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน Generative AI ถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย รวมทั้งกำหนดมาตรการคุ้มครองข้อมูลตามกฎหมายไทย

กระทรวงดีอีชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข้อมูลผู้ใช้และ Prompt จะเก็บบนระบบคลาวด์ภายในประเทศ สัญญาห้ามผู้ให้บริการนำข้อมูลไปพัฒนาโมเดล AI ต่อ และการยืนยันตัวตนมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบสิทธิของคนไทย โดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของโมเดล AI

อย่างไรก็ตาม การนำ TOR มาแสดงหรือการยืนยันว่าปฏิบัติตามกฎหมาย ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่มีข้อบกพร่อง เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องล็อกสเปกที่ยังต้องผ่านการตรวจสอบเอกสาร การแข่งขัน และสัญญาจริงก่อนสรุป จึงมีประเด็นที่ยังถูกตั้งคำถาม ได้แก่ คุณสมบัติผู้เสนอราคา เงื่อนไขการเป็นผู้จัดจำหน่าย AI การกำหนดให้ประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ และการแข่งขันที่เปิดกว้างเพียงพอหรือไม่

สภาผู้บริโภคเตือน…ไม่ได้เก็บเพียงชื่อและเลขบัตร

สภาองค์กรของผู้บริโภคตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชื่อ นามสกุล หรือเลขประจำตัวประชาชน แต่ครอบคลุมถึงพฤติกรรมการใช้ Generative AI การประเมินทักษะ ใบรับรองดิจิทัล Log file ประวัติการสนทนา Prompt และไฟล์ที่ผู้ใช้อัปโหลด

หากข้อมูลเหล่านี้เชื่อมโยงกลับถึงตัวบุคคลได้ ก็ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA และบางกรณีอาจสะท้อนข้อมูลละเอียดอ่อน เช่น สุขภาพ การเงิน ปัญหาครอบครัว หรือข้อมูลของลูกค้าและบุคคลอื่น

สภาผู้บริโภคจึงแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบอย่างน้อย 6 เรื่องก่อนกดยินยอม ได้แก่

1. ระบบเก็บข้อมูลอะไรจากผู้ใช้

2. Prompt ไฟล์ และประวัติการสนทนาถูกเก็บหรือวิเคราะห์หรือไม่

3. ข้อมูลถูกเปิดเผยหรือส่งต่อให้หน่วยงานและบริษัทใด

4. มีข้อมูลส่วนใดถูกประมวลผลหรือเข้าถึงจากต่างประเทศหรือไม่

5. ข้อมูลแต่ละประเภทถูกเก็บไว้นานเท่าใด

6. ผู้ใช้จะเข้าถึง แก้ไข ลบ คัดค้าน หรือถอนความยินยอมได้ทางใด

สภาองค์กรของผู้บริโภคเตือนว่า ระบบอาจประมวลผลมากกว่าชื่อและข้อมูลยืนยันตัวตน เพราะอาจครอบคลุม Prompt ไฟล์ที่อัปโหลด ประวัติสนทนา Log file และพฤติกรรมการใช้งาน ผู้สมัครจึงควรตรวจสอบว่าระบบเก็บข้อมูลอะไร ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ส่งให้ใคร ประมวลผลจากต่างประเทศหรือไม่ เก็บนานเท่าใด และจะใช้สิทธิเข้าถึง แก้ไข ลบ หรือถอนความยินยอมได้อย่างไร

ข้อเสนอเพิ่มเติมคือรัฐควรเปิดเผย Privacy Notice ที่อ่านง่าย จัดทำการประเมินผลกระทบด้านข้อมูลส่วนบุคคล หรือ DPIA และประเมินความเสี่ยงของระบบ AI ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ

สถานการณ์ล่าสุดของ TH-AI Passport จึงสรุปได้เพียงว่า ยอดสมัครหนึ่งล้านรายอาจช่วยยืนยัน “ความสนใจ” ของประชาชน แต่ยังไม่สามารถใช้ยืนยัน “ความคุ้มค่าและความโปร่งใส” ของการจัดซื้อจัดจ้างได้ ขณะเดียวกัน การตรวจสอบของ ป.ป.ช.ก็ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าเกิดการทุจริตแล้ว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์