ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดสินค้าเกษตรโลกที่เข้มข้นขึ้น “โคเนื้อ” กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพต่อยอดสู่ตลาดมูลค่าสูง หากสามารถยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และภาพลักษณ์สินค้าได้อย่างเป็นระบบ ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เดินหน้าศึกษาบทเรียนความสำเร็จของญี่ปุ่น หวังถอดรหัสโมเดล “มูลค่าสูง” เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมโคเนื้อไทย
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาความสำเร็จของอุตสาหกรรมโคเนื้อของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเนื้อวากิว ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างของการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก แม้ญี่ปุ่นจะไม่ได้เป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อโครายใหญ่ในเชิงปริมาณ แต่สามารถสร้างมูลค่าการส่งออกต่อหน่วยได้สูงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ
อุตสาหกรรมโคเนื้อมีบทบาทสำคัญต่อภาคการเกษตรของญี่ปุ่น โดยมีสัดส่วนผลผลิตคิดเป็น 39.2% ของภาคการเกษตร ญี่ปุ่นแบ่งการผลิตเนื้อโคออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ โควากิว โคลูกผสม (F1) และโคนม โดยโควากิวเป็นกลุ่มสินค้าพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงสุด ขณะที่โคลูกผสมและเนื้อจากโคนมมีบทบาทในการตอบสนองตลาดบริโภคทั่วไปภายในประเทศ
นันทพงษ์ กล่าวว่า แม้ปริมาณการผลิตเนื้อโคในญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ ญี่ปุ่นจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณ” หากแต่อยู่ที่ “มูลค่า” โดยญี่ปุ่นสามารถวางตำแหน่งเนื้อโคส่งออกในตลาดระดับพรีเมียม มีราคาส่งออกต่อหน่วยสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และแคนาดา สะท้อนความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพ มาตรฐาน และภาพลักษณ์สินค้า

ข้อมูลจาก Trademap (ณ มกราคม 2569) ระบุว่า ในปี 2567 ญี่ปุ่นส่งออกเนื้อโคสดหรือแช่เย็น ปริมาณ 4,777 ตัน มูลค่ากว่า 216 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นราคาต่อหน่วย 45,251 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญอย่างชัดเจน ขณะที่เนื้อโคแช่แข็ง ญี่ปุ่นส่งออก 5,336 ตัน มูลค่ากว่า 204 ล้านเหรียญสหรัฐ มีราคาต่อหน่วย 38,269 เหรียญสหรัฐต่อตัน สะท้อนความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ตลาดพรีเมียม
สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จ ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าอย่างบูรณาการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในส่วนต้นน้ำ มุ่งเน้นการปรับปรุงพันธุ์ ควบคุมคุณภาพและสุขภาพสัตว์อย่างเข้มงวด พร้อมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และ IoT มาใช้ในการจัดการฟาร์ม รวมถึงส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบคลัสเตอร์
ขั้นกลางน้ำ เน้นการแปรรูป การจัดระดับคุณภาพ และการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับระบบโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า ส่วนขั้นปลายน้ำ มุ่งสร้างแบรนด์และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผ่านเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสากล และระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส
กรณีญี่ปุ่นสะท้อนว่า แม้มีข้อจำกัดด้านพื้นที่การเลี้ยง แต่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อให้มีมูลค่าสูงและแข่งขันได้ในตลาดโลก ผ่านการเพิ่ม “มูลค่า” มากกว่าเพิ่ม “ปริมาณ” ซึ่งแนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับไทยที่เผชิญข้อจำกัดในลักษณะคล้ายคลึงกัน
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ศรเทพ ธัมวาสร ที่ปรึกษาสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ระบุว่า ไทยมีโคเนื้อประมาณ 9.4 – 9.9 ล้านตัว แต่โคขุนคุณภาพสูงมีสัดส่วนเพียง 7% โดยอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกคือปัญหาโรคระบาด และความไม่สม่ำเสมอของมาตรฐานการเลี้ยงในระบบรายย่อย
ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทย อาทิ การจัดการพันธุกรรมด้วยระบบสามสายเลือด การจัดทำพื้นที่ Sandbox ในรูปแบบ “นิคมอุตสาหกรรมโคเนื้อเกรดพรีเมียม” เพื่อสร้างเขตปลอดโรคระบาด และการพัฒนาระบบการผลิตแบบยั่งยืน (Green & Clean Beef) ควบคู่กับระบบอาหารแม่นยำ (TMR) เพื่อสร้างความสม่ำเสมอของคุณภาพเนื้อ

ด้าน สิทธิพร บุรณนัฏ อุปนายกสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย มองว่า ไทยยังมีศักยภาพแข่งขันในตลาดเนื้อโคกินหญ้า (Grass Fed) โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิต และทรัพยากรด้านการเกษตรที่เอื้อต่อการเลี้ยงสัตว์ หากสามารถผลักดันการรวมกลุ่มผลิตและยกระดับมาตรฐานได้อย่างจริงจัง
นันทพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยมีโอกาสก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโคมีชีวิตและเนื้อโคในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงตลาดศักยภาพสูงอย่างจีนและตะวันออกกลาง หากสามารถยกระดับคุณภาพเนื้อ ได้รับสถานะปลอดโรค และมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เชื่อถือได้
สำหรับภาพรวมการค้าโคเนื้อของไทย ในปี 2568 ไทยส่งออกโคมีชีวิต 548,594 ตัว มูลค่า 351.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 182.6% จากปีก่อนหน้า โดยมีตลาดหลัก ได้แก่ เวียดนาม สปป.ลาว และมาเลเซีย ขณะที่ไทยนำเข้าเนื้อโค 32,257.3 ตัน มูลค่า 312.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 22.5% โดยแหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์
บทเรียนจากญี่ปุ่นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเนื้อวากิว หากแต่เป็นภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์ ‘สร้างมูลค่า’ ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อยกระดับโคเนื้อไทยจากตลาดปริมาณ สู่ตลาดคุณภาพ และมูลค่าสูงในเวทีการค้าโลก





