DITP ชี้โอกาสทอง ผู้ประกอบการไทยลุยค้า–ลงทุน รับโปรเจ็กรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินเดีย
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เกาะติดความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินเดีย เส้นทางมุมไบ-อาห์เมดาบัด ระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร คาดเริ่มทดสอบวิ่งในปี 2570 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2572 มองเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย ทั้งงานก่อสร้าง โครงสร้างระบบราง การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการลงทุนพัฒนาเขตพาณิชยกรรมรอบสถานี
สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศเร่งสำรวจลู่ทางการค้าและการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของประเทศคู่ค้า ล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงมุมไบ–อาห์เมดาบัด ซึ่งถือเป็นเมกะโปรเจ็กต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของอินเดีย และเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วม
รายงานระบุว่า โครงการดังกล่าวมีระยะทางรวม 508 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางตลอดเส้นเพียง 1 ชั่วโมง 58 นาที ด้วยความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีกำหนดทดสอบวิ่งช่วงแรกระยะทาง 100 กิโลเมตร ระหว่างเมืองสุรัตและวาปี รัฐคุชราต ในเดือนสิงหาคม 2570 และคาดว่าจะเปิดบริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในเดือนธันวาคม 2572
สำหรับโอกาสของผู้ประกอบการไทย ทูตพาณิชย์ประเมินว่า บริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานโยธา โครงสร้างทางรถไฟ ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบไฟฟ้า รวมถึงวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์มาตรฐานระบบราง สามารถเข้าไปเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้รับเหมาหลักของอินเดีย ในรูปแบบการร่วมลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมผลิตในประเทศอินเดีย
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีโอกาสส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของโครงการ อาทิ ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป หมอนรองราง อุปกรณ์ยึดราง วัสดุฉนวน สายเคเบิล ชิ้นส่วนเหล็ก ผลิตภัณฑ์ควบคุมแรงสั่นสะเทือน และระบบกำแพงกันเสียง
นอกจากนี้ ผู้พัฒนาโครงการ นักออกแบบ รวมถึงผู้ประกอบการและแบรนด์ด้านบริการ-โรงแรมของไทย ยังสามารถพิจารณาเข้าร่วมพัฒนาเขตพาณิชยกรรมรอบสถานี ศูนย์อาหาร และพื้นที่บริการผู้โดยสาร ซึ่งเป็นแหล่งรายได้เสริมสำคัญและช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้ใช้บริการ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงนโยบาย “Make in India” ของรัฐบาลอินเดีย ที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาและการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้การส่งออกสินค้าโดยตรงอาจมีข้อจำกัด บริษัทไทยจึงควรปรับกลยุทธ์สู่การจัดตั้งฐานการผลิต การประกอบ หรือการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว
สุนันทา ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ควรเริ่มจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในฐานะผู้รับเหมาช่วงหรือซัปพลายเออร์ จากนั้นต่อยอดสู่การตั้งโรงงานหรือร่วมทุนในอินเดีย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ พร้อมเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและการรับรองตามข้อกำหนดของการรถไฟอินเดีย รวมถึงการขึ้นทะเบียนกับ RITES ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านระบบราง และแพลตฟอร์มจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของอินเดีย




