Krungthai GLOBAL MARKETS ชี้ตลาดเงินผันผวนสูง จับตาดอกเบี้ยเฟด-ภูมิรัฐศาสตร์-การเมืองญี่ปุ่น กดดันค่าเงินโลก
ภาพรวมตลาดการเงินโลกในช่วงต้นสัปดาห์ยังคงอยู่ในโหมด ‘ผันผวนสูง’ ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับมุมมองนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น รวมถึงประเด็นการเมืองในญี่ปุ่นที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดเงินเอเชีย โดยนักลงทุนยังคงให้น้ำหนักกับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ควบคู่กับการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ เงินดอลลาร์ และราคาทองคำ ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทโดยตรง
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 31.39 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยแกว่งตัวในกรอบ 31.27–31.54 บาทต่อดอลลาร์ แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าทะลุแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ประกอบกับการย่อตัวลงของราคาทองคำ หลังตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟด
อย่างไรก็ดี ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทดสอบแนวรับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ควบคู่กับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าต่อเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศในยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland ได้
ขณะเดียวกัน วันจันทร์นี้ตลาดการเงินสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวัน Martin Luther King Jr. Day ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดโลกอาจเบาบางลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาสินทรัพย์
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้
สำหรับสัปดาห์นี้และระยะสั้น Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ตลาดควรระมัดระวังความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งประเด็นการเมืองญี่ปุ่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รวมถึงการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ดัชนี PMI ของประเทศเศรษฐกิจหลัก
มุมมองเศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตา
สหรัฐฯ - ไฮไลท์อยู่ที่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนมกราคม อัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนธันวาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ซึ่งอาจกระทบมุมมองของตลาดต่อนโยบายการเงินของเฟด นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการพิจารณาคดี Trump v. Cook โดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นความเป็นอิสระของเฟด และอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดการเงิน รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์
ยุโรป - ตลาดรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและยูโรโซน ผ่านดัชนี PMI เดือนมกราคม ข้อมูลตลาดแรงงาน เงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีกของอังกฤษ ควบคู่กับถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย
เอเชีย - ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเมืองญี่ปุ่น หลังมีความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีอาจยุบสภาในวันที่ 23 มกราคม เพื่อจัดการเลือกตั้งต้นเดือนกุมภาพันธ์ ขณะเดียวกัน ตลาดติดตามข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่น การประชุม BOJ รวมถึงการประชุมธนาคารกลางมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะคงดอกเบี้ย นอกจากนี้ ยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะ GDP ไตรมาส 4 และตัวเลขกิจกรรมเศรษฐกิจเดือนธันวาคม
ไทย - แม้ไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ แต่ตลาดยังต้องติดตามปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะประเด็นความเป็นอิสระของเฟดจากคดีในสหรัฐฯ และการเมืองญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
แนวโน้มค่าเงินบาท
Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways ในระยะสั้น ท่ามกลางแรงหนุนจากราคาทองคำที่สูงขึ้น และแรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่ยังมีโมเมนตัมแข็งค่า โดยเงินบาทมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวแบบ Two-way Risk ขึ้นกับการเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อดอกเบี้ยเฟด ประเด็นความเป็นอิสระของเฟด ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางนโยบายการเงิน BOJ
ในเชิงเทคนิค หากเงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าทะลุแนวรับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน แนวโน้มระยะสั้นยังไร้ทิศทาง ขณะที่ระยะกลางยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่า ตราบใดที่ยังไม่อ่อนค่าทะลุ 31.80 บาทต่อดอลลาร์
กรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ประเมินที่ 31.00–31.75 บาทต่อดอลลาร์
กรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดอยู่ที่ 31.20–31.45 บาทต่อดอลลาร์




