เงินบาททรงตัวแต่ความผันผวนยังน่าห่วง
กรุงไทยชี้ปลายปีเสี่ยง Two-Way Risk จับตาเฟด-ทองคำ-โฟลว์ต่างชาติ
ท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สถานการณ์ค่าเงินบาทยังคงเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้ส่งออกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่สภาพคล่องในตลาดลดลง และปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มสร้างแรงเหวี่ยงให้ค่าเงินผันผวนได้มากกว่าปกติ
ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง จากระดับปิดของวันก่อนหน้า สะท้อนภาวะรอปัจจัยใหม่ของตลาดเงินโลก ท่ามกลางทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำที่ยังแกว่งตัวในกรอบจำกัด
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ค่าเงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจน บริเวณแนวรับโซน 31.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยแกว่งตัวในกรอบ 31.09–31.17 บาทต่อดอลลาร์ สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวแบบ Sideways ของทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำ
แม้ในช่วงแรก เงินดอลลาร์จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังสหรัฐฯ รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว +4.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ แต่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รายการอื่นๆ กลับออกมาแย่กว่าคาด ทั้งยอดผลผลิตอุตสาหกรรมที่หดตัว และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง ส่งผลให้เงินดอลลาร์กลับมาย่อตัวลง และไม่สามารถสร้างทิศทางแข็งค่าได้อย่างชัดเจน

ดอลลาร์แกว่ง-ทองคำพยุงเงินบาท
ปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง โดยราคาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สามารถรีบาวด์ขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์บริเวณ 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความเชื่อมั่นของตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกยังอยู่ในโหมดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ส่งผลให้ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งลดแรงจูงใจในการถือครองเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ปลายปีเสี่ยงผันผวนสูง เตือน Two-Way Risk
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้น Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าได้ต่อในภาพใหญ่ตลอดไตรมาสแรกของปี 2026 จากโมเมนตัมที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะหากราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงที่ต้อง “ระวังเป็นพิเศษ” เนื่องจากปริมาณการซื้อขายในตลาดลดลง อาจทำให้เงินบาทเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk หรือแกว่งตัวแรงได้ทั้งสองทิศทาง หากมีโฟลว์ธุรกรรมขนาดใหญ่เข้ามากระทบตลาด
ธนาคารกรุงไทยยังเตือนว่า หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นเร็วและแรงในระยะสั้น อาจส่งผลตรงกันข้ามต่อเงินบาทได้ จากพฤติกรรมไล่ซื้อทองคำของนักลงทุน (FOMO Buy) ซึ่งอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าในช่วงสั้นๆ ได้เช่นกัน
กรอบเงินบาทวันนี้ และปัจจัยที่ต้องติดตาม
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเมินว่า เงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 31.00–31.20 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่
• รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน (Jobless Claims) ของสหรัฐฯ
• รายงานสต็อกน้ำมันดิบจาก EIA
• ข้อมูลการส่งออก–นำเข้าของไทย เดือนพฤศจิกายน
• พัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามรัสเซีย–ยูเครน และความตึงเครียดในหลายภูมิภาค
ในภาพรวม แม้เงินบาทจะยังทรงตัวได้ดีในเชิงระดับราคา แต่ความผันผวนที่มีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินโลกยังเปราะบางต่อข่าวเศรษฐกิจและนโยบายการเงินจากประเทศหลัก



