แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 จะขยายตัวได้ดีกว่าคาดที่ 2.8% แต่แรงหนุนสำคัญส่วนใหญ่ยังมาจากปัจจัยชั่วคราว ทั้งการเร่งส่งออกล่วงหน้า การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการสะสมสินค้าคงคลัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สัญญาณเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า และต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
วิจัยกรุงศรีจึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือเติบโต 1.9% จากเดิมที่ประเมินไว้สูงกว่า โดยมองว่าแม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะยังช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี แต่แรงส่งโดยรวมมีแนวโน้มอ่อนแอลงจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
รายงานระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งออกสินค้า (Front-loading) ก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ รวมถึงการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนหลังการเลือกตั้ง และการเร่งซื้อรถยนต์ EV อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ไทยกลับมาขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มกดดันเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสแรก
วิจัยกรุงศรีคาดว่า การบริโภคภาคเอกชนปีนี้จะขยายตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปี จากแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะที่รายได้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะภาคเกษตร ยังเติบโตในระดับต่ำ ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมชะลอตัว
ขณะเดียวกัน ภาคท่องเที่ยวยังฟื้นตัวล่าช้า โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง รวมถึงการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น
ด้านการส่งออก แม้จะขยายตัวได้ดีในช่วงต้นปี แต่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงที่เหลือของปี จากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงลง รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการภาษีนำเข้า ทั้งในด้านอัตราภาษีและขอบเขตของสินค้า ขณะที่ต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จะยิ่งกดดันดุลการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนยังมีแนวโน้มรักษาแรงส่งจากปีก่อนได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 รวมถึงการขยายตัวของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโครงการ Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย วิจัยกรุงศรีคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี แม้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้แรงส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อรอบใหม่ยังอยู่ในวงจำกัด ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อยังซบเซาแม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง
ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยช่วงต้นปีจะขยายตัวดีกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจช่วยพยุงการเติบโตได้ตั้งแต่กลางปีเป็นต้นไป แต่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่การปรับประมาณการเศรษฐกิจครั้งล่าสุด ได้แก่ ผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งสูงขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งล้วนส่งผลต่อการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการท่องเที่ยว
“หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือมาตรการกีดกันทางการค้าทวีความเข้มข้นขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้”
— ดร.พิมพ์นารา กล่าว
วิจัยกรุงศรียังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ข้อจำกัดด้านการคลัง ความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลง หนี้ครัวเรือนระดับสูง และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
ด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ วิจัยกรุงศรีมองว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความไม่แน่นอนได้เพียงพอ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป




