หากจะพูดถึงนโยบายที่ฟังดู "หล่อ" และ "ดูดีมีวิสัยทัศน์" ที่สุดนโยบายหนึ่งในยุค คสช. ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน คงหนีไม่พ้น "บัญชีนวัตกรรมไทย" นโยบายที่ถูกคลอดออกมาตั้งแต่ปลายปี 2558 ด้วยเจตนารมณ์อันสูงส่งว่า รัฐบาลจะเป็น "ป๋าดัน" ช่วยซื้อสินค้าและบริการที่เป็นนวัตกรรมของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ และพาประเทศให้หลุดพ้นจาก "กับดักรายได้ปานกลาง" เสียที
หลักการและเหตุผลนั้นสวยหรูครับ กลไกการทำงานคือ หากคุณเป็นบริษัทไทย (ถือหุ้นไทยเกิน 51%) ที่มีผลงานวิจัยและพัฒนา (R&D) จนออกมาเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน คุณสามารถนำสินค้านั้นไปให้ สวทช. ตรวจสอบคุณสมบัติ หากผ่านด่านอรหันต์ สำนักงบประมาณก็จะเคาะราคาและประกาศขึ้น "บัญชีนวัตกรรมไทย"
ความหอมหวานของบัญชีนี้คืออะไร? มันคือ "ตั๋ววีไอพี" หรือ "Fast Track" สำหรับการเข้าถึงขุมทรัพย์งบประมาณแผ่นดินครับ เพราะหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดซื้อสินค้าในบัญชีนี้ได้ด้วย "วิธีเฉพาะเจาะจง" นั่นแปลว่าสามารถจิ้มเลือกซื้อจากผู้ขายรายเดียวได้เลย โดยไม่ต้องไปประมูลแข่งขันเสนอราคาให้เหนื่อย แถมรัฐยังมีมติ ครม. ไฟเขียวให้หน่วยงานต่างๆ จัดสรรงบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความต้องการใช้งาน มาซื้อสินค้าในบัญชีนี้ สิทธิพิเศษนี้ลากยาวสูงสุดถึง 8 ปีเต็ม
ฟังดูเป็นสวรรค์ของนักประดิษฐ์ไทยใช่ไหมครับ? รัฐช่วยซื้อ เอกชนมีทุนไปต่อยอด วิน-วินกันทุกฝ่าย แต่ทว่า... ในโลกแห่งความเป็นจริงของการเมืองและระบบราชการไทย อะไรที่ดูง่ายและไม่ต้องแข่งขัน มักจะซ่อน "ปีศาจ" ไว้ในรายละเอียดเสมอ
จากข้อมูลล่าสุด มีผลงานขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมกว่า 910 ผลงาน หมวดที่เยอะที่สุดคือ "การแพทย์" (กว่า 400 ผลงาน) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาและเครื่องมือแพทย์ที่ผลิตในไทย เช่น ยาความดัน ยาเบาหวาน ยาละลายลิ่มเลือด หรือนวัตกรรมอย่างเตียงผู้ป่วยและรถเข็น แต่เชื่อไหมครับว่า สินค้ากลุ่มนี้กลับขายยากขายเย็น โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งไม่กล้าซื้อด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง เพราะกลัวถูก สตง. หรือ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าเอื้อประโยชน์ เอกชนบางรายมีสินค้าในบัญชีเป็นร้อยล้าน แต่กลับไม่เคยได้อานิสงส์จากการจัดซื้อวิธีนี้เลย
ในทางกลับกัน เม็ดเงินจัดซื้อจัดจ้างนับพันนับหมื่นล้านบาท กลับไปกระจุกตัวอยู่ในสินค้าบางประเภทที่สังคมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า "นี่คือนวัตกรรมจริงๆ หรือ?"
ตัวอย่างที่คลาสสิกและอื้อฉาวที่สุดหนีไม่พ้นมหากาพย์ "ป๊อกแทงค์" (POG TANKS) หรือระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน และเครื่องกรองน้ำ (Water Purifying Unit) ที่มีบริษัทตัวแทนจำหน่ายเพียงเจ้าเดียว สินค้าตัวนี้ฮอตฮิตติดลมบนในหมู่ อปท. ทั่วประเทศ มีการจัดซื้อด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงไปนับร้อยโครงการ มูลค่ารวมทะลุพันล้านบาท!
ผลลัพธ์คืออะไรครับ? ป.ป.ช. และ สตง. ลงพื้นที่ตรวจสอบพบความผิดปกติบานตะไท บางพื้นที่อย่างที่บึงกาฬ ซื้อเครื่องกรองน้ำ 110 แห่ง ด้วยงบภัยแล้งกว่า 68 ล้านบาท ระบบออกแบบมาสำหรับ 250 ครัวเรือน แต่ไปตั้งในหมู่บ้านที่มีแค่ 70 ครัวเรือน สุดท้ายไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือที่อำนาจเจริญ มีการจัดซื้อ "เครื่องแปลงขยะเศษอาหารโดยใช้จุลินทรีย์" ตัวละ 1.4 ล้านบาท รวม 15.4 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นสินค้าในบัญชีนวัตกรรมจากเครือข่ายบริษัทเดียวกัน สตง. เข้าไปตรวจก็พบว่าโครงการส่อเหลว ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์
อีกหมวดที่มาแรงแซงทางโค้งคือ "เสาไฟฟ้าส่องสว่าง" และโคมไฟโซลาร์เซลล์ ที่กรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เพิ่งตั้งข้อสังเกตไปหมาดๆ ว่าเงินไปกระจุกตัวอยู่ตรงนั้นมหาศาล แถมยังมีความเสี่ยงเรื่องการ "ล็อกสเปก" ในร่างทีโออาร์ (TOR) ของงานก่อสร้างถนน ที่บังคับให้ผู้รับเหมาต้องไปซื้อเสาไฟกิ่งที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมเท่านั้น จนกรมบัญชีกลางต้องออกโรงเตือนและสั่งยกเลิกไปหลายโครงการ
ภาพสะท้อนที่เจ็บปวดของระบบราชการไทย นโยบายที่ตั้งใจจะส่งเสริม "นวัตกร" ให้เติบโต กลับกลายเป็นช่องโหว่ให้ "นักธุรกิจเส้นสาย" หรือ "นวัตกรรมเทียม" ใช้เป็นทางด่วนในการสูบงบประมาณแผ่นดินโดยไม่ต้องแข่งขัน ขณะที่นวัตกรรมของแท้ที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประชาชนอย่างยาหรือเครื่องมือแพทย์ กลับถูกแช่แข็งเพราะระเบียบราชการและความหวาดระแวง
ปลายปี 2569 นี้ จะมีการโอนถ่ายอำนาจการตรวจสอบบัญชีนวัตกรรมจาก สวทช. ไปยัง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ซึ่งฟังเผินๆ ก็ดูสมเหตุสมผลดี เพราะชื่อหน่วยงานก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเจ้าภาพเรื่องนวัตกรรมโดยตรง แต่ช้าก่อนครับ ตรงนี้แหละที่ผมอยากชวนท่านผู้อ่านตั้งข้อสังเกตตัวโตๆ ทิ้งไว้
เพราะแทบจะพร้อมกันนั้นเอง พระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สนช. ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569 ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ "ปลดล็อก" ให้ NIA แปลงร่างจาก "ผู้ให้ทุน" แบบให้เปล่า ไปเป็น "ผู้ร่วมลงทุน" เต็มตัว สามารถเข้าถือหุ้นในสตาร์ทอัพโดยตรงได้สูงสุด 20% มีแผนตั้งกองทรัสต์ (PE Trust) มูลค่าพันล้านบาทร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ แถมยังจะตั้ง Holding Company บริหารพอร์ตลงทุนอีกต่างหาก
ลองคิดตามผมช้าๆ นะครับ นับจากตุลาคมนี้เป็นต้นไป NIA จะสวมหมวกอย่างน้อยสามใบพร้อมกัน ใบแรกคือ "กรรมการ" ผู้รับรองว่าสินค้าของใครสมควรขึ้นบัญชีนวัตกรรมเพื่อรับสิทธิขายตรงให้รัฐ ใบที่สองคือ "โค้ช" ผู้ให้ทุนบ่มเพาะผู้ประกอบการ และใบที่สามที่เพิ่งได้มาหมาดๆ คือ "ผู้ถือหุ้น" ที่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับกำไรขาดทุนของบริษัทเหล่านั้น
คำถามที่ต้องถาม คือ ถ้าวันหนึ่งบริษัทที่ NIA ถือหุ้นอยู่ ยื่นขอขึ้นบัญชีนวัตกรรมที่ NIA เป็นผู้พิจารณาเสียเอง อะไรจะเกิดขึ้น? ต่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนสุจริตใสสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ โครงสร้างแบบนี้ก็สร้าง "แรงจูงใจในตัวมันเอง" ที่อันตราย เพราะยิ่งบริษัทในพอร์ตได้ขึ้นบัญชี รัฐยิ่งซื้อด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง มูลค่าหุ้นที่ NIA ถือก็ยิ่งพุ่ง ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) แบบนี้ ในหลักธรรมาภิบาลสากลเขาถือว่าต้องแยก "ผู้กำกับดูแล" ออกจาก "ผู้เล่น" อย่างเด็ดขาด ไม่ใช่ให้กรรมการลงมาเตะบอลเองแล้วเป่านกหวีดเองด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผอ. NIA ยังประกาศเองว่าจะให้สตาร์ทอัพมา pitch แก้โจทย์ภาครัฐ โดยผู้ชนะจะได้ "การันตีการเข้าถึงโครงการรัฐ" ซึ่งหากบริษัทผู้ชนะบังเอิญเป็นบริษัทในพอร์ตลงทุนของ NIA เสียเอง เส้นแบ่งระหว่าง "การส่งเสริมนวัตกรรม" กับ "การเอื้อประโยชน์พวกพ้อง" จะบางเฉียบยิ่งกว่ากระดาษทิชชู
แน่นอนว่า NIA พอจะรู้ตัว จึงประกาศว่าจะสร้างแพลตฟอร์มติดตามสถานะการขึ้นบัญชีให้โปร่งใส และเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าร่วมพิจารณา ซึ่งก็ต้องชมว่ามาถูกทาง แต่ยังไม่พอครับ สิ่งที่สังคมต้องทวงถามให้ได้ก่อนเดือนตุลาคมนี้คือ กติกากันชน (Firewall) ที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างน้อยสามข้อ หนึ่งบริษัทใดที่ NIA ถือหุ้นหรือให้ทุน ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ และการพิจารณาขึ้นบัญชีของบริษัทนั้นต้องส่งให้คณะกรรมการอิสระภายนอกตัดสินแทน สองกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนต้องห้ามยุ่งเกี่ยวกับการรับรองบัญชีโดยเด็ดขาด (Recusal) และสามต้องมีหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าจะเป็น สตง. หรือ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบพอร์ตการลงทุนของ NIA เทียบกับรายการที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมเป็นประจำทุกปี
และถ้าจะถามว่า ทำไมต้องเข้มงวดกับ NIA ขนาดนั้น ทั้งที่ยังไม่ทันมีเรื่องเสียหายเกิดขึ้น ผมก็ขอชวนดู "ผลงานธรรมาภิบาลในบ้านตัวเอง" ของหน่วยงานนี้เป็นเครื่องเคียงครับ เพราะเอกสารภายในที่หลุดออกมาสู่สาธารณะชี้ว่า แค่เรื่องพื้นฐานที่สุดขององค์กรอย่าง "การแต่งตั้งคน" NIA ก็ยังทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของตัวเองไม่ได้
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติมีการออกคำสั่งแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงชุดหนึ่ง รวม 5 ราย โดยทุกฉบับลงนามโดยผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติคนปัจจุบันเอง ทั้งตำแหน่ง "ผู้ช่วยผู้อำนวยการ" ที่ขึ้นตรงกับ ผอ. และตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสำคัญๆ อย่าง "ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมฯ" และ "ฝ่ายส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น"
พูดง่ายๆ คือฝ่ายที่จะคุมเงินทุนและดูแลสตาร์ทอัพในภารกิจใหม่ที่ว่ามานั่นเอง ต่อมาเมื่อมีผู้ร้องเรียน คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตรวจสอบแล้วกลับพบข้อบกพร่องชนิดที่เรียกว่า "ครบสูตร" กล่าวคือ คณะกรรมการสรรหาที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งที่ 24/2568 ขาดองค์ประกอบสำคัญคือผู้แทนจากคณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลตามที่ประกาศหลักเกณฑ์การสรรหาฯ ปี 2558 กำหนดไว้ (ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องก็ยอมรับข้อเท็จจริงนี้)
การสรรหาคนในขึ้นตำแหน่งสูงขึ้นกลับไปใช้ช่องทางสำหรับ "ผู้มีประสบการณ์จากภายนอก" แทนที่จะประกาศรับสมัครเป็นการทั่วไปตามหลักคุณธรรม แถมตำแหน่ง "ผู้ช่วยผู้อำนวยการ" ที่ตั้งกันขึ้นมานั้น ก็ไม่ปรากฏในกรอบอัตรากำลังที่ กพม. อนุมัติ ซ้ำยังสุ่มเสี่ยงขัดมติ ครม. ที่ให้ตรึงอัตรากำลังองค์การมหาชนไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2570 อีกด้วย สุดท้ายคณะกรรมการฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าคำสั่งแต่งตั้งทั้ง 5 รายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเสนอให้ "เพิกถอนคำสั่งทั้งหมด"
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ตำแหน่งที่ถูกชี้ว่าแต่งตั้งโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์นั้น ไม่ใช่ตำแหน่งธุรการทั่วไป แต่คือผู้อำนวยการฝ่ายที่จะเป็นมือไม้มือเด่นในภารกิจ "การเงินนวัตกรรม" และ "สตาร์ทอัพ" ที่ NIA กำลังจะขยายอำนาจเข้าไปเต็มตัว ถ้าขนาดการตั้งคนของตัวเอง ซึ่งมีหลักเกณฑ์เขียนไว้ชัดเป็นลายลักษณ์อักษรมาตั้งแต่ปี 2558 ยังถูกคณะกรรมการของตัวเองชี้ว่าทำผิดขั้นตอนแทบทุกเปลาะ แล้วสังคมจะฝากความหวังได้อย่างไรว่า องค์กรนี้จะกลั่นกรอง "นวัตกรรมของคนอื่น" ด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดกว่าที่ใช้กับตัวเอง และนี่คือจุดที่ผมจะพูดให้ชัดที่สุด
การเพิกถอนคำสั่งทั้ง 5 รายตามมติคณะกรรมการฯ เป็นเพียง "ขั้นต่ำสุด" ของการแก้ไขเท่านั้น แต่มันไม่ใช่ "ความรับผิดชอบ" เพราะคำสั่งที่ถูกชี้ว่าไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ทุกฉบับ ลงนามโดยผู้อำนวยการคนเดียวกัน ในฐานะผู้ใช้อำนาจสูงสุดขององค์กร และเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาที่ตั้งขึ้นโดยมิชอบนั้นด้วยตนเอง นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดทางธุรการของเสมียนชั้นผู้น้อย แต่คือความบกพร่องในการใช้อำนาจของผู้นำองค์กรโดยตรง
อารยธรรมทางการเมืองที่เจริญแล้ว หลัก Accountability เขาถือกันง่ายๆ ว่า ผู้นำองค์กรไม่ต้องรอให้ศาลชี้ถูกชี้ผิด เมื่อกลไกตรวจสอบภายในขององค์กรตัวเองชี้เป็นเอกฉันท์ว่าการใช้อำนาจของตนไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ ผู้นำที่มีสำนึกย่อมแสดงความรับผิดชอบทันที เพื่อเปิดทางให้มีการสรรหาผู้บริหารที่โปร่งใสตามหลักเกณฑ์ ก่อนที่องค์กรนี้จะรับมอบอำนาจมหาศาลทั้งการรับรองบัญชีนวัตกรรมและการถือหุ้นเอกชนในเดือนตุลาคมนี้
หากยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น บอร์ดนวัตกรรมแห่งชาติในฐานะผู้กำกับดูแลก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ทั้งการเพิกถอนคำสั่งตามมติคณะกรรมการฯ และการพิจารณาความรับผิดชอบของผู้บริหารสูงสุด เพราะหากปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเฉยๆ ก็เท่ากับส่งสัญญาณว่ามาตรฐานธรรมาภิบาลขององค์กรที่กำลังจะคุมเงินหมื่นล้านคือ "ผิดแล้วแก้เงียบๆ ก็จบ"กพิจารณาตนเอิง ขณะที่ควรแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการย่อมจะสะท้อนถึง
นอกเหนือจากเรื่อง NIA แล้ว จังหวะเปลี่ยนผ่านนี้ยังเป็นโอกาสทองที่รัฐบาลต้อง "สังคายนา" บัญชีนี้ขนานใหญ่ ต้องทบทวนนิยามคำว่า "นวัตกรรม" ให้รัดกุม ไม่ใช่แค่เอาของเดิมมาปรับปรุงนิดหน่อยแล้วตีตราใหม่ ต้องเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนให้โปร่งใส และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีระบบติดตามประเมินผลว่า ซื้อไปแล้วใช้งานได้จริง คุ้มค่าเงินภาษีประชาชนหรือไม่
"บัญชีนวัตกรรมไทย" ควรเป็นเวทีแจ้งเกิดของคนเก่ง ไม่ใช่ "แคตตาล็อกสินค้า" ให้เหลือบไรทางการเมืองและข้าราชการกังฉินจิ้มเลือกไปแบ่งเค้กกัน ส่วนองค์กรที่จะมาถือกุญแจคุมบัญชีนี้ต่อ ก็ต้องสะสางบ้านตัวเองให้สะอาดเสียก่อน และการสะสางที่ตรงไปตรงมาที่สุด ก็คือการที่ผู้นำสูงสุดของ NIA แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เพื่อให้องค์กรเริ่มต้นภารกิจใหม่ด้วยมือที่สะอาด เพราะอำนาจใหม่ที่กำลังจะได้รับนั้นใหญ่เกินกว่าจะฝากไว้กับความไว้วางใจที่บกพร่อง




