สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขยายผลสอบสวน ยื่นกล่าวโทษผู้ต้องหา 12 ราย ในคดีทุจริตและปลอมแปลงบัญชี JKN โกลบอล กรุ๊ป พร้อมสั่งยึดอายัดทรัพย์สินและห้ามออกนอกประเทศชั่วคราว 4 ราย รวมถึง "แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ความเสียหายรวมกว่า 714 ล้านบาท
เปิดโครงสร้างการทุจริต-ลิขสิทธิ์ปลอม 557 ล้าน
การสอบสวนของ ก.ล.ต. เผยให้เห็นโครงสร้างการทุจริตที่ซับซ้อน โดยพบว่ากรรมการและผู้บริหาร JKN 4 ราย ได้แก่ นายจักรพงษ์ (CEO), นางสาวพิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์ (รองกรรมการผู้จัดการสายงานคอนเทนต์), นางสาวพิสมัย ห่างไธสง (รองกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบัญชี) และนางสาวกมลรัตน์ มงคลครุธ (รองกรรมการผู้จัดการสายงานขาย) ร่วมมือกันสร้างธุรกรรมซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ปลอม เงินจำนวน 557.63 ล้านบาท ที่อ้างว่าเป็นค่าซื้อลิขสิทธิ์ ถูกโอนต่อไปยังบุคคลที่สันนิษฐานว่าเป็นนอมินีของนายจักรพงษ์ เพื่อนำไปซื้อหุ้นและหุ้นกู้ JKN แทน ขณะที่นายจักรพงษ์และนางสาวพิมพ์อุมาได้รับประโยชน์โดยตรงผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว
ปลอมแปลงงบการเงิน 2 ปีซ้อน-ขายหุ้นกู้เพิ่ม 156 ล้าน
JKN ได้นำงบการเงินที่บันทึกบัญชีเท็จในปี 2565 และ 2566 ส่งต่อ ก.ล.ต. และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านระบบ SETLink โดยนายจักรพงษ์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจได้ลงนามรับรองงบการเงินและข้อมูลดังกล่าว
ที่น่าสนใจคือ งบการเงินปลอมเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการเสนอขายหุ้นกู้ รุ่น JKN255A เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 จนได้เงินมาเพิ่มอีก 156.60 ล้านบาท ทำให้มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 714.23 ล้านบาท
จับตายขายหุ้นอาศัยข้อมูลภายใน
การสอบสวนยังพบว่า นายจักรพงษ์ใช้บัญชีของบุคคลอื่น 5 ราย (รวมถึงบิดาของตน) ขายหุ้น JKN เพื่อหลีกเลี่ยงผลขาดทุนก่อน JKN ประกาศผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A ในวันที่ 31 สิงหาคม 2566 นอกจากนี้ นายพรชัย มงคลครุธ น้องชายของนางสาวกมลรัตน์ ยังมีพฤติกรรมขายหุ้น JKN ผิดปกติในช่วงเวลาเดียวกัน สันนิษฐานว่าได้รับข้อมูลภายในจากพี่สาว ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์
มาตรการคุมเข้ม-ยึดทรัพย์ 180 วัน
ก.ล.ต. ได้ออกคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด 4 ราย ได้แก่ นายจักรพงษ์, นางสาวพิมพ์อุมา, นางสาวพิสมัย และนางสาวกมลรัตน์เป็นระยะเวลา180 วัน เนื่องจากมีพฤติการณ์ว่าอาจมีการยักย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินออกไป
พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ยังสั่งห้ามบุคคลทั้ง 4 รายออกนอกราชอาณาจักรชั่วคราว 15 วัน และจะยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอคำสั่งห้ามออกนอกประเทศต่อไป
การถูกกล่าวโทษในครั้งนี้ทำให้บุคคลทั้ง 4 รายขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนตลอดระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี
DSI-ปปง. เข้าสืบสวนคดี
ก.ล.ต. ได้ยื่นกล่าวโทษผู้ต้องหา 12 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ คดีนี้จะดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม เริ่มจากการสอบสวน การฟ้องคดีโดยอัยการ และการพิจารณาของศาล โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่


