ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์สงครามในหลายภูมิภาคของโลกที่กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปยังเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ภาคการผลิตจำนวนมากเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่ง ซึ่งมีแนวโน้มผลักดันราคาสินค้าในหลายอุตสาหกรรมให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบคือ อุตสาหกรรมสีและสารเคลือบผิว ซึ่งวัตถุดิบจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับปิโตรเคมีและราคาพลังงานในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางรายเลือกใช้แนวทางรับมือด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุนในระยะยาว
ล่าสุด J.B.P. International Paint หรือ JBP ผู้พัฒนานวัตกรรมสีของไทย ประกาศ คงราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีน้ำ (Water-Based Paint) ในกลุ่มหลักของบริษัท แม้เศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตทั่วโลกยังมีความผันผวน พร้อมเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีสีสูตรน้ำให้เป็นทางเลือกหลักของตลาดในอนาคต
อุตสาหกรรมสีเผชิญแรงกดดันต้นทุน
บริษัทระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสีทั่วโลกกำลังเร่งปรับตัวไปสู่ เทคโนโลยีสีสูตรน้ำ (Water-Based Paint Technology) ซึ่งมีการปล่อยสารระเหยต่ำ (Low VOCs) และมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานมากกว่า
ขณะเดียวกัน สีประเภท Solvent-Based หรือสีน้ำมันแบบดั้งเดิม ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเคมีเป็นหลัก ซึ่งราคามีความผันผวนสูงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ในบริบทดังกล่าว การพัฒนาเทคโนโลยีสีสูตรน้ำจึงไม่เพียงเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดการพึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมีและบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนของอุตสาหกรรม
ดันเทคโนโลยี Water-Based ทดแทนสีน้ำมัน
หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญที่บริษัทพัฒนาขึ้นคือ สีทาอาคารสูตรน้ำ ที่สามารถใช้งาน ทดแทนสีน้ำมันเคลือบเงาได้เต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยลดการปล่อยสารระเหย (VOCs) ได้มากถึงประมาณ 30 เท่า
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากล เช่น LEED และ WELL Building Standard ซึ่งสะท้อนแนวโน้มของอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศภายในอาคารและความยั่งยืนมากขึ้น
การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวสะท้อนทิศทางของตลาดสีที่เริ่มเคลื่อนจาก Solvent-Based ไปสู่ Water-Based มากขึ้น โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและงานตกแต่งอาคาร
เตรียมขยายสู่สีอุตสาหกรรมสูตรน้ำ
จากแนวโน้มดังกล่าว JBP มีแผนขยายการพัฒนาเทคโนโลยีสีสูตรน้ำไปยังกลุ่ม สีอุตสาหกรรม(Water-Based Industrial Coatings) รวมถึงการพัฒนาสีน้ำมันเคลือบเงาเทคโนโลยี Hybrid ภายในปีนี้
เป้าหมายของการพัฒนาดังกล่าวคือ การลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต ลดการเกิดสารระเหย (VOCs) และลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเคมี ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมสีทั่วโลก

ดร.ศราวุฒิ รัชนกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ระบุว่า แนวโน้มของอุตสาหกรรมสีในอนาคตจะมุ่งสู่เทคโนโลยีที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
“การคงราคาสีน้ำในช่วงที่ต้นทุนทั่วโลกผันผวน เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์สีที่มีการปล่อยสารระเหยต่ำ และร่วมกันผลักดันตลาดก่อสร้างของไทยไปสู่แนวทางที่ยั่งยืน”
ในภาพรวม การพัฒนาเทคโนโลยีสีสูตรน้ำภายใต้แนวคิด Green Transition จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของผู้ผลิตสีไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานในระยะยาว





