เปิด TOR โครงการ TH AI -Passport ราคา 1,650 ล้านบาท จัดเต็ม AI แบบ Pro มาบูสต์ Productivity คนไทย หรือแค่ "แชตบอตเวอร์ชันฟรี" กันแน่
หลังการเปิดเผยรายละเอียดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ของโปรเจกต์ระดับประเทศอย่าง TH-AI Passport ที่มีเป้าหมายยกระดับ Productivity ให้กับคนไทย 5 ล้านคนด้วยงบประมาณ 1,650 ล้านบาท พอเมื่อกางสเปกดู และมีผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเทคโนโลยี วิเคราะห์เชิงเทคนิค แล้วพบข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า โครงการนี้กำลังจะมอบเครื่องมือระดับ "Pro" ให้คนไทยจริง หรือเป็นเพียงแค่ AI ธรรมดา กันแน่
5 ประเด็นทางเทคนิค ชวนคิดว่า TOR อาจยังมีช่องโหว่
สเปก "รุ่น Pro" ที่หน้าตาเหมือน "รุ่นฟรี" ที่เรามีอยู่แล้ว
ใน TOR (ข้อ 4.2.2.1) จะระบุชัดเจนว่าต้องการให้ประชาชนเข้าถึง Gen AI เทียบเท่า "รุ่น Pro หรือ Premium" โดยรองรับการอัปโหลดไฟล์ (PDF, Excel, Word) สร้างรูปภาพ เขียนโค้ด หรือตั้ง Persona ได้ แต่ในความเป็นจริง ความสามารถเหล่านี้คือสิ่งที่ Free Tier ของโมเดลในตลาดปี 2026 อย่าง ChatGPT หรือ Gemini เวอร์ชันแจกฟรีทำได้สบายๆ ครอบคลุมงานทั่วไปได้กว่า 70%
คำถามคือ สิ่งที่รุ่น Pro ทำได้จริงอย่างระบบ Reasoning ขั้นสูง, Deep Research, การทำงานแบบ Agent Mode หรือ Memory ข้ามการสนทนา กลับแทบไม่ถูกเน้นย้ำในสเปก หากรัฐจะจ่ายเงินหลักพันล้าน มูลค่าเพิ่มที่แท้จริงควรอยู่ที่เรื่องของ Data Sovereignty (อธิปไตยข้อมูล) การเชื่อมระบบยืนยันตัวตน (ThaiD/ทางรัฐ) หรือการปลดล็อกข้อจำกัด (Limit) แบบ Enterprise มากกว่าการซื้อฟีเจอร์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ฟรีอยู่แล้ว
ไร้เงากำหนดปริมาณ "Token" ตัวแปรที่อาจทำให้รุ่น Pro เป็นไปไม่ได้
การให้บริการ AI คิดค่าใช้จ่ายตามปริมาณ Token (ทั้งขาเข้าและขาออก) โดยเฉพาะ Output Token ของโมเดลระดับท็อป (Frontier Models) ที่มีราคาสูงมาก แต่ใน TOR กลับไม่มีการระบุปริมาณ Token ขั้นต่ำต่อผู้ใช้งานไว้เลย
หากคำนวณเล่นๆ ด้วยเรตราคาโมเดลชั้นนำ การให้คน 5 ล้านคนใช้งานแบบจริงจังอาจทำได้แค่คนละ 20 บทสนทนาต่อปีเท่านั้น! สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ผู้รับจ้างอาจต้องแก้เกมด้วยการดึงโมเดลราคาประหยัด (Budget/Open Models) มาเป็นค่าเริ่มต้น และบีบจำกัด Output ทำให้ประสบการณ์ที่ประชาชนได้รับ ไม่ใช่เวอร์ชัน "Pro" อย่างที่โฆษณาไว้
ต้องการ AI ระดับ Top 5 แต่บังคับประมวลผลในไทย 100%
TOR กำหนดให้ใช้โมเดลระดับ Top 5 ของโลกอย่างน้อย 2 แบรนด์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อบังคับสุดหินว่า "ต้องประมวลผลในไทย 100% ห้ามส่งออกนอกประเทศ"
ในทางปฏิบัติ โมเดลระดับ Top 5 เกือบทั้งหมดเป็นระบบปิด (Closed Model) ที่เจ้าของไม่ได้เปิดให้เอามาตั้งเซิร์ฟเวอร์รันเองได้ (Self-host) แม้จะมีบริษัทระดับโลกมาตั้ง Cloud Data Center ในไทย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีโมเดลเวอร์ชันล่าสุดให้ใช้ทันทีเสมอไป เงื่อนไขนี้อาจบีบให้ระบบต้องหันไปใช้ Open-weight Model ที่รันในไทยได้เป็นหลัก ท้ายที่สุดผู้ใช้ก็อาจจะไม่ได้สัมผัสความฉลาดของโมเดล Top 5 อย่างที่คาดหวัง
Concurrent 500,000 นิยามที่ต้องตีความให้ชัด
การระบุสเปกว่าต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 500,000 คนในชั่วโมงเดียวกัน เป็นอีกจุดที่คลุมเครือ ถ้าหมายถึงแค่เปิดหน้าเว็บทิ้งไว้ (Web Serving) ระบบทั่วไปสามารถขยายสเกลรับได้สบาย ต้นทุนไม่สูง แต่ถ้าหมายถึงการรันคำสั่ง (Inference) พร้อมกัน 500,000 คำสั่ง นี่คืองานช้างที่ต้องใช้ชิปประมวลผลระดับ GPU H100 หลักพันตัว ซึ่งงบ 1,650 ล้านบาทไม่มีทางครอบคลุม ควรปรับคือการกำหนด KPI เป็นความหน่วง (Latency) เช่น AI ต้องตอบสนองคำแรก (First Token) ภายในกี่วินาทีแทนหรือเปล่า
โลกกำลังไป "AI Agent" แต่เรายังติดหล่มแค่ "Chatbot"
เป้าหมายของโครงการคือการ "เพิ่มผลิตภาพ (Productivity)" แต่สิ่งที่ TOR นิยามว่าเป็น AI Agent กลับหยุดอยู่แค่การตั้งค่าบุคลิก (Persona) ซึ่งเป็นเทคโนโลยียุคปี 2023 ไม่ใช่ Autonomous Agent ที่สามารถทำงานหลายขั้นตอน คิดแทน หรือใช้เครื่องมือต่างๆ (Tool use) ได้แบบเบ็ดเสร็จ การเพิ่มผลิตภาพในยุคปัจจุบันต้องมาจาก AI ที่ "ลงมือทำ" ไม่ใช่แค่ "ตอบคำถาม" ไปทีละรอบ ต้องยอมรับว่าการเปิดให้ใช้งาน Full Agent กับคน 5 ล้านคน มีความท้าทายสูงทั้งในแง่ของต้นทุน (ใช้ Token มหาศาล) และความปลอดภัยของระบบ
หาก TH-AI Passport ต้องการเป็นเครื่องมือระดับ "Pro" ที่เปลี่ยนวิถีการทำงานของคนไทยได้จริง สเปก TOR จำเป็นต้องอัปเกรดให้ก้าวทันเทรนด์โลกอย่าง AI Agent และต้องระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างโควตา Token ให้ชัดเจน หากทำสเปกระดับ Pro ให้คน 5 ล้านคนใช้งานได้จริงภายใต้งบ 1,650 ล้านบาท ถือว่าเป็นดีลที่คุ้มค่ามหาศาล แต่นั่นหมายความว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคต้องตอบโจทย์และทำได้จริงตามที่ตั้งเป้าไว้ด้วย




