เปิดฉาก IMF-World Bank 2026 จับตา 4 เวทีใหญ่-30 นัดเจรจา ไทยจะต่อยอดโอกาสเศรษฐกิจอย่างไร
กรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่สัปดาห์สำคัญของการเงินโลก เมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 เวทีที่เปิดให้ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินจากนานาประเทศร่วมประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก และหารือแนวทางรับมือความท้าทายที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งการเติบโต การพัฒนา และเสถียรภาพทางการเงิน
ตลอดการประชุมจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และไทยจะเปลี่ยนบทบาทเจ้าภาพให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างไร? หนึ่งในภารกิจที่ต้องจับตาคือการขึ้นเสวนา 4 เวทีสำคัญของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควบคู่กับการประชุมทวิภาคีรวม 30 นัดหมาย ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าใช้เป็นช่องทางสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจไทย กระชับความร่วมมือ และเปิดโอกาสต่อยอดการลงทุนกับพันธมิตรระหว่างประเทศ
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า ภารกิจดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอบทบาทไทยในฐานะ ‘Trusted Connector’ หรือผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจจากนานาชาติ โดยสาระที่ต้องติดตามคือ ไทยจะนำเสนอแนวทางรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกอย่างไร และการหารือจะนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านใด
เริ่มจากภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจโลก สู่โจทย์อนาคตประเทศไทย
วันที่ 13 ตุลาคม เวลา 13.30-14.30 น. รมว.คลัง - เอกนิติ มีกำหนดเข้าร่วมเวที “Thai MOF Flagship Event: Building Resilience in a Fragmented World” ซึ่งเป็นเวทีหลักของกระทรวงการคลังไทย ร่วมกับ คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก และรีคกา ปูร์รา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์
ประเด็นหลักของเวทีนี้คือการสร้างความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางโลกที่เผชิญความขัดแย้งและความไม่แน่นอน สำหรับประเทศไทย เวทีดังกล่าวเป็นโอกาสสื่อสารว่า นโยบายการคลังและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจะช่วยรองรับความเสี่ยง พร้อมรักษาความสามารถในการเติบโตระยะยาวได้อย่างไร
จากนั้น เวลา 15.00-16.00 น. เอกนิติ จะเข้าร่วมเวที “IMF APD: Thailand Special Seminar Bangkok 1991-2026” ซึ่งย้อนมองเส้นทางเศรษฐกิจไทยจากการเป็นเจ้าภาพประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2534 มาถึงปี 2569 เพื่อเชื่อมบทเรียนที่ผ่านมาเข้ากับโจทย์การพัฒนาในอนาคต
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยเคนจิ โอกามูระ รองกรรมการผู้จัดการ IMF กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก IMF วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ และสุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความน่าสนใจของเวทีนี้อยู่ที่การนำประสบการณ์ตลอด 35 ปีมาประเมินว่า เศรษฐกิจไทยควรปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และจะสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตรอบต่อไปจากอะไร
หนี้-พลังงาน-AI ขึ้นวงถกอนาคตเศรษฐกิจโลก
วันที่ 15 ตุลาคม เวลา 15.30–16.30 น. เอกนิติ จะเข้าร่วมเวที “IMF Flagship Global Debate” ซึ่งเปิดวงถกความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่หนี้สาธารณะ ความผันผวนด้านพลังงาน ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงจากปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
เวทีนี้มีกำหนดร่วมเสวนากับ คริสตาลินา จอร์จีวา คีเรียคอส ปิแอร์ราคคิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกรีซและประธานกลุ่มยูโรกรุ๊ป อาลิโก ดันโกเต ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Dangote Group และแดนนี่ กวา ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก Lee Kuan Yew School of Public Policy
ทั้งสามประเด็นเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยโดยตรง หนี้สาธารณะเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางการคลังในการลงทุนและรับมือวิกฤต ราคาพลังงานส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพ ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการผลิต การแข่งขัน และความต้องการทักษะแรงงาน การหารือจึงมีนัยต่อแนวทางจัดสมดุลระหว่างการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้นกับการเตรียมประเทศสำหรับอนาคต
ต่อมา วันที่ 17 ตุลาคม เวลา 14.30-15.30 น. เอกนิติ จะขึ้นเวที “Bangkok Dialogue Notes: ประชุมจบ แต่แนวคิดต้องไปต่อ” เพื่อนำเสนอบทสรุปสาระสำคัญที่ไทยได้สื่อสารตลอดการประชุม และผลักดันประเด็นเชิงนโยบายให้นานาประเทศร่วมสานต่อ เป็นอีกช่วงที่ต้องติดตามว่า ข้อเสนอจากเวทีกรุงเทพฯ จะมีประเด็นใดได้รับความสนใจและนำไปขับเคลื่อนหลังจบงาน
30 นัดทวิภาคี ช่องทางต่อยอดความร่วมมือและการลงทุน
ควบคู่กับการขึ้นเวทีเสวนา เอกนิติ มีกำหนดประชุมทวิภาคีรวม 30 นัดหมายกับผู้นำทางเศรษฐกิจและผู้แทนสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนนโยบายรับมือวิกฤต และหารือโอกาสด้านการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจ
การหารือเหล่านี้เป็นช่องทางให้ไทยสื่อสารลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจกับพันธมิตรโดยตรง พร้อมสำรวจว่าความร่วมมือด้านใดสามารถต่อยอดได้ ทั้งในระดับนโยบาย การสนับสนุนจากสถาบันการเงิน และการเชื่อมโยงโอกาสลงทุน อย่างไรก็ตาม ผลที่จะเกิดขึ้นยังต้องติดตามจากรายละเอียดและข้อสรุปของแต่ละนัดหมาย
สำหรับไทย ความสำคัญของ IMF-World Bank 2026 จึงอยู่ทั้งที่โอกาสแสดงศักยภาพเจ้าภาพ การมีส่วนร่วมในวงหารือเศรษฐกิจโลก และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ส่วนคำถามหลังปิดการประชุมคือ ข้อเสนอและการเจรจาตลอดสัปดาห์จะถูกแปลงเป็นนโยบาย โครงการ หรือการลงทุนที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด





