หุ้นบริษัท ไอบีเอ็ม (IBM) ร่วงลง 24% ในวันอังคารที่ผ่านมา หลังบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลประกอบการเบื้องต้นไตรมาสที่ 2 ที่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยระบุว่าลูกค้าองค์กรรายใหญ่เบนงบประมาณไปซื้อฮาร์ดแวร์รับมือราคาชิปหน่วยความจำและโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่คาดว่าจะปรับสูงขึ้น
ผลประกอบการต่ำกว่าคาด ซีอีโอยอมรับปรับตัวช้า
ไอบีเอ็มรายงานรายได้รวมในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือนมิถุนายน อยู่ที่ 17,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเพียง 1% เท่านั้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Arvind Krishna ยอมรับในจดหมายถึงนักลงทุนว่า "บริษัทไม่ได้ปรับตัวและเคลื่อนไหวรับมือได้เร็วพอ"
กระแส AI ดึงงบฯ ออกจากธุรกิจหลัก
ช่วงปลายเดือนมิถุนายน ลูกค้าองค์กรรายใหญ่ต่างเร่งกว้านซื้อฮาร์ดแวร์ก่อนที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้งบประมาณที่เคยจัดสรรไว้สำหรับคอมพิวเตอร์เมนเฟรมและซอฟต์แวร์ที่มีอัตรากำไรสูงถูกดึงออกไป ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของไอบีเอ็มซึ่งรวมถึงสายผลิตภัณฑ์เมนเฟรมหลัก มีรายได้ลดลง 7% ขณะที่รายได้ซอฟต์แวร์เติบโต 5% แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย
ความกังวลด้านไซเบอร์ซีเคียวริตีซ้ำเติมสถานการณ์
นอกจากนี้ การเปิดตัวโมเดล AI ชื่อ Mythos ของบริษัท Anthropic ยังสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั่วอุตสาหกรรม เนื่องจากโมเดลดังกล่าวมีความสามารถในการตรวจหาจุดอ่อนในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้บริษัทต่างๆ หันมาเร่งเสริมระบบป้องกันไซเบอร์แทนที่จะใช้จ่ายตามแผนเดิม
จุดสว่างและโครงการใหม่
ท่ามกลางภาพรวมที่ย่ำแย่ แผนก Red Hat ของไอบีเอ็มซึ่งจำหน่ายซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เติบโต 11% ขณะที่ธุรกิจเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจนอกกลุ่มเมนเฟรมพุ่งขึ้นถึง 37% ไอบีเอ็มยังประกาศโครงการ Lightwell มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อแก้ไขช่องโหว่ในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารชั้นนำอย่าง Bank of America, JPMorganChase และ Goldman Sachs
ผลกระทบต่อกลุ่มหุ้น SaaS
ความผันผวนของหุ้นไอบีเอ็มครั้งนี้จุดประกายความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของบริษัทซอฟต์แวร์แบบ SaaS ทั้งกลุ่ม ซึ่งรวมถึง Salesforce, Adobe และ Intuit โดยหุ้นของบริษัทเหล่านี้ต่างปรับตัวลดลงในวันเดียวกัน สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์เคยเตือนถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า SaaS-pocalypse ก่อนหน้านี้






