ทรัมป์-อิหร่าน สร้างแรงกระเพื่อมเงินเฟ้อ
ฮั่วเซ่งเฮงชี้ทองผันผวน แต่ยังมีแรงหนุนระยะสั้น
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ประเมินทิศทางราคาทองคำในสัปดาห์นี้ว่า ยังคงอยู่ภายใต้แรงขับเคลื่อนจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินและกระแสเงินทุนในตลาดโลก
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำเริ่มฟื้นตัว หลัง เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชัดเจนว่า นโยบายดอกเบี้ยในปัจจุบันยังเหมาะสม และยังไม่จำเป็นต้องเร่งปรับขึ้น แม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ท่าทีดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดทองคำ และทำให้ความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 ชะลอลง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในระยะสั้นยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะบทบาทของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่มีท่าทีต่อสถานการณ์อิหร่านค่อนข้างผันผวน จากเดิมที่ส่งสัญญาณต้องการยุติสงครามและถอนกำลังทหาร กลับมีการขู่ยกระดับการโจมตีหากการเจรจาไม่เป็นผล ส่งผลให้ตลาดยังไม่สามารถประเมินทิศทางได้อย่างชัดเจน
หนึ่งในประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือสถานการณ์บริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยสหรัฐฯ ส่งสัญญาณไม่เข้ามาดูแลเส้นทางดังกล่าว ขณะที่อิหร่านยืนยันอำนาจควบคุมและเริ่มใช้มาตรการเรียกเก็บค่าผ่านทาง สิ่งเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาพลังงาน และอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลกในระยะถัดไป นักวิเคราะห์ฮั่วเซ่งเฮง จึงมองว่า
• หากสถานการณ์คลี่คลาย → ราคาน้ำมันลดลง → เงินเฟ้อผ่อนคลาย → ทองมีโอกาสปรับขึ้น
• หากยืดเยื้อ → เงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง → กดดันทองผ่านนโยบายดอกเบี้ย
ในฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ นักลงทุนกำลังจับตาการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) วันที่ 10 เมษายน ซึ่งสะท้อนภาพเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางการเมือง โดยแม้เฟดจะมองว่าเงินเฟ้อระยะยาวยังอยู่ในระดับควบคุมได้ แต่ตัวเลขคาดการณ์ของตลาดยังคงอยู่เหนือเป้าหมายที่ 2% อย่างต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายเริ่มส่งสัญญาณกังวลเงินเฟ้อมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาพลังงานมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง เพราะเมื่อ...
• เงินเฟ้อสูงกว่าคาด → เพิ่มโอกาสคงดอกเบี้ยสูง → ทองถูกกดดัน
• เงินเฟ้อต่ำกว่าคาด → เปิดทางลดดอกเบี้ย → ทองได้แรงหนุน
ขณะเดียวกัน ตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของสหรัฐฯ (ประมาณการครั้งที่ 3) และผลการประชุมเฟด ยังคงเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ โดยแนวโน้มล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงคราม
ด้าน นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัย New York University เจ้าของฉายา Dr. Doom (ผู้ทำนายวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ปี 2008) กลับมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยชี้ แม้สงครามจะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแรงขับเคลื่อนจากเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จากปัจจัยข้างต้น ทำให้มีแนวโน้มว่า…
• การประกาศตัวเลข GDP / Core PCE อาจขยายตัวขึ้นแข็งแกร่ง → ทองมีโอกาสย่อตัว
• ตรงข้าม หากตัวเลขอ่อนแอ → ทองปรับขึ้นจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ในเชิงเทคนิค ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ราคาทองคำเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว (Rebound) หลังลงทดสอบแนวรับสำคัญ และยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากดดันตลาด
• แนวต้าน: 4,850 / 5,000 ดอลลาร์
• แนวรับ: 4,400 / 4,250 ดอลลาร์
สำหรับทองคำในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะอ่อนตัวในการทยอยสะสม โดยประเมินแนวรับบริเวณ 70,000 บาท และกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 69,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 74,700 และ 75,700 บาท
กล่าวได้ว่า ทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้ม ‘ผันผวนในทิศทางขาขึ้น’ แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ทิศทางเงินเฟ้อ และนโยบายดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดจังหวะการลงทุนในระยะถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ




