ราคาทองคำวันนี้ 12 ตุลาคม 2569 ปรับขึ้น 200 บาทจากวันก่อนหน้า ทองคำแท่งขายออก 66,750 บาท หลังประกาศราคาครั้งที่ 2 เวลา 09.08 น. นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้ง CPI และ PPI รวมถึงถ้อยแถลง ‘เควิน วอร์ช’ ประธานเฟด บนเวที IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ขณะที่ฮั่วเซ่งเฮงประเมินทองคำโลกมีโอกาสฟื้นตัวทางเทคนิค โดยมีแนวต้าน 4,220–4,275 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับ 4,100–4,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ราคาทองวันนี้ 12 ตุลาคม 2569 สมาคมค้าทองคำปรับขึ้น 200 บาท
ราคาทองคำในประเทศเปิดตลาดวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เคลื่อนไหวในแดนบวก โดยข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำระบุว่า ในการประกาศราคาครั้งที่ 1 เวลา 09.02 น. ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อที่ 66,600 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 66,800 บาท เพิ่มขึ้น 250 บาทเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ในการประกาศราคาครั้งที่ 2 เวลา 09.08 น. ราคาทองคำปรับลดลง 50 บาทจากประกาศครั้งก่อน ส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้ออยู่ที่ 66,550 บาท และขายออกที่ 66,750 บาทต่อบาททองคำ โดยยังคงปรับขึ้นสุทธิ 200 บาทเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า
ราคาทองคำตามประกาศสมาคมค้าทองคำ ณ เวลา 09.08 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2569
- ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อ: 66,550 บาท
- ทองคำแท่ง 96.5% ขายออก: 66,750 บาท
- การเปลี่ยนแปลงจากประกาศครั้งก่อน: ลดลง 50 บาท
- การเปลี่ยนแปลงสุทธิจากวันก่อนหน้า: เพิ่มขึ้น 200 บาท
(ราคาดังกล่าวเป็นราคาตามประกาศครั้งที่ 2 ณ เวลาที่รายงาน ไม่ใช่ราคาปิดตลาดของวัน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศรอบถัดไป)
แม้ราคาทองคำไทยจะเปิดสัปดาห์ด้วยการปรับขึ้น แต่ทิศทางในระยะถัดไปยังต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมีอิทธิพลต่อค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และราคาทองคำในตลาดโลก
ทองคำสัปดาห์นี้ลุ้นฟื้น! เงินเฟ้อสหรัฐฯ ตัวแปรชี้ทิศทาง
แม้ราคาทองคำในประเทศจะปรับขึ้นในช่วงเปิดตลาด แต่ภาพรวมสัปดาห์วันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ยังเป็นช่วงที่นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดกำลังรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ พร้อมกับจับตาสัญญาณนโยบายการเงินจากเวทีประชุม IMF-World Bank 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวทางเทคนิค (Technical Rebound) โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 4,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวต้านถัดไปที่ 4,275 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถทะลุผ่านแนวต้านทั้งสองระดับได้ จะเป็นสัญญาณบวกที่เพิ่มโอกาสให้ทองคำฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของราคาทองคำยังมีข้อจำกัดจากความเสี่ยงที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดกลับมากังวลว่าเฟดจะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น คำถามสำคัญของตลาดในสัปดาห์นี้จึงไม่ใช่เพียงว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นได้มากแค่ไหน แต่เป็นการฟื้นตัวที่มีแรงหนุนเพียงพอให้ราคาผ่านแนวต้านสำคัญหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากข้อมูลเงินเฟ้อและความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
จับตา ‘เควิน วอร์ช’ ขึ้นเวที IMF-World Bank 2026 ในกรุงเทพฯ
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ฮั่วเซ่งเฮ่งให้ความสำคัญของสัปดาห์นี้ คือการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการกลับมาจัดการประชุมในประเทศไทยอีกครั้งหลังผ่านไป 35 ปี สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะเวทีสำหรับการหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ตลอดจนความสำคัญของเอเชียต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายหลายด้าน ทั้งเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่ผันผวน ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
หนึ่งในประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกให้ความสนใจ คือการปรากฏตัวของ ‘เควิน วอร์ช’ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ซึ่งมีกำหนดขึ้นเวทีสนทนาร่วมกับ ‘คริสตาลินา กอร์เกียวา’ กรรมการจัดการ IMF ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เวลา 10.30–11.00 น. ภายใต้หัวข้อ “Managing Director’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh”
เวทีดังกล่าวเป็นอีกโอกาสที่นักลงทุนจะติดตามมุมมองของผู้กำหนดนโยบายการเงินสหรัฐฯ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังประเมินว่าเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไปหรือมีพื้นที่ให้ปรับเปลี่ยนท่าทีตามสถานการณ์เศรษฐกิจ
หากถ้อยแถลงของวอร์ชทำให้ตลาดประเมินว่าเฟดไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ความคาดหวังต่ออัตราผลตอบแทนสินทรัพย์สกุลดอลลาร์อาจลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำได้ ในทางกลับกัน หากตลาดตีความว่าเฟดยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้ออย่างเข้มงวด ก็อาจทำให้ดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันต่อทองคำ
นอกจากเวทีหารือของผู้กำหนดนโยบายแล้ว ประเทศไทยยังเป็นเวทีเผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Outlook (WEO) ฉบับล่าสุดของ IMF ซึ่งนำเสนอประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปี 2569 และ 2570 รายงานนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนประเมินแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความเสี่ยงจากการค้า นโยบายการเงิน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ
CPI สหรัฐฯ จ่อเพิ่มเป็น 3.6% เสี่ยงกดดันราคาทองคำ
ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ คือการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายน ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันพุธที่ 14 ตุลาคม เวลา 19.30 น. ตามเวลาไทย
CPI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ตลาดใช้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินของเฟด โดยข้อมูลรอบนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น
ตามข้อมูลในบทวิเคราะห์ที่นำมาอ้างอิง ตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อ CPI จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.6% เมื่อเทียบรายปี จาก 3.4% ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในเดือนกันยายนปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนปิดตลาดที่ 97.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าระดับปิดตลาดเดือนสิงหาคมที่ 90.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อทองคำจะขึ้นอยู่กับว่าตัวเลขเงินเฟ้อจริงสูงหรือต่ำกว่าที่ตลาดคาด รวมถึงปฏิกิริยาของค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตร
หาก CPI สูงกว่าคาด ตลาดอาจเพิ่มความคาดหวังว่าเฟดจะต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อสูงจนเพิ่มความกังวลต่อเศรษฐกิจหรือเสถียรภาพตลาดการเงิน ก็อาจมีแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามาช่วยพยุงราคา
แต่ถ้าหาก CPI ต่ำกว่าคาด ตลาดอาจมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย และเฟดอาจไม่จำเป็นต้องเร่งใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น ส่งผลให้ทองคำมีโอกาสฟื้นตัว หากดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ่อนตัวลงตามความคาดหวังดังกล่าว และหาก CPI เท่ากับคาด ตลาดอาจยังเผชิญแรงกดดันต่อทองคำตามมุมมองในบทวิเคราะห์ของฮั่วเซ่งเฮง แต่ปฏิกิริยาอาจไม่รุนแรงเท่ากรณีเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณารายละเอียดของตัวเลขและแนวโน้มดอกเบี้ยประกอบกัน
PPI สหรัฐฯ คาดเพิ่มเป็น 0.5% จับตาต้นทุนผู้ผลิต
หลังจาก CPI ตลาดยังต้องติดตามดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายน ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม เวลา 19.30 น. ตามเวลาไทย
ตลาดคาดการณ์ว่า PPI จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.5% จาก 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน โดยดัชนีนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในระดับผู้ผลิต และเป็นข้อมูลอีกชุดที่ช่วยประเมินแรงกดดันด้านต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ
หาก PPI สูงกว่าคาด ตลาดอาจกังวลว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการสำหรับผู้บริโภค ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวได้ยาก และจำกัดความยืดหยุ่นของเฟดในการปรับนโยบายการเงิน
ในทางกลับกัน หาก PPI ต่ำกว่าคาด ก็อาจช่วยลดความกังวลเรื่องต้นทุนและสนับสนุนมุมมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อกำลังผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรประเมินข้อมูล PPI ควบคู่กับ CPI และตัวเลขเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างรอบด้าน
เปิดปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯ สัปดาห์นี้
นอกเหนือจาก CPI และ PPI นักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อแนวโน้มดอกเบี้ยและราคาทองคำ ได้แก่
- 12–18 ตุลาคม: การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทย
- 14 ตุลาคม เวลา 19.30 น.: ประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายน
- 15 ตุลาคม เวลา 19.30 น.: ประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายน
- จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ
- ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อและความแข็งแกร่งของการบริโภคภาคเอกชน
- 16 ตุลาคม เวลา 10.30–11.00 น.: เวทีสนทนาระหว่างเควิน วอร์ช ประธานเฟด และคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF
ข้อมูลเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน เพราะตลาดไม่ได้ประเมินทิศทางดอกเบี้ยจากเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังพิจารณาความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและการบริโภค ตลอดจนแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วย
หากเงินเฟ้อเร่งตัวขณะที่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง เฟดอาจมีเหตุผลที่จะคงนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไป แต่หากข้อมูลเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรงและเงินเฟ้อชะลอตัว ตลาดอาจปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลต่อราคาทองคำผ่านค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
ฮั่วเซ่งเฮงเปิดแนวรับ-แนวต้านทองคำโลก พร้อมกรอบราคาทองไทย
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์นี้ ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคามีโอกาสฟื้นตัวทางเทคนิค โดยนักลงทุนควรติดตามระดับแนวต้านและแนวรับสำคัญ เพื่อประเมินว่าการฟื้นตัวมีโอกาสต่อเนื่องหรือเสี่ยงกลับมาเผชิญแรงขาย
แนวต้านราคาทองคำโลก
- 4,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์: แนวต้านสำคัญระยะสั้น หากราคายังไม่สามารถผ่านระดับนี้ได้ ต้องระวังแรงขายทำกำไร
- 4,275 ดอลลาร์ต่อออนซ์: แนวต้านถัดไปบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 50 วัน หากราคาผ่านระดับนี้ได้ จะเป็นสัญญาณบวกที่เพิ่มโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะสั้น
แนวรับราคาทองคำโลก
4,100–4,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์: แนวรับสำคัญระยะสั้นที่ต้องติดตามว่าราคาจะประคองตัวได้หรือไม่ หากแรงขายเพิ่มขึ้นและราคาหลุดระดับดังกล่าว ภาพการฟื้นตัวอาจเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น
กรอบราคาทองคำแท่งในประเทศตามบทวิเคราะห์ฮั่วเซ่งเฮง
- แนวต้าน 66,900–67,000 บาท: พิจารณาทยอยขายปิดทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้นใกล้บริเวณดังกล่าว
- แนวรับ 64,500–64,700 บาท: พิจารณาจังหวะเข้าซื้อสะสมรอบใหม่เมื่อราคาปรับลงทดสอบแนวรับ
เมื่อเทียบกับราคาทองคำแท่งขายออกที่ 66,750 บาท ตามประกาศสมาคมค้าทองคำครั้งที่ 2 เวลา 09.08 น. วันที่ 12 ตุลาคม ราคาอยู่ต่ำกว่ากรอบแนวต้าน 66,900–67,000 บาทที่ฮั่วเซ่งเฮงประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบนี้เป็นเพียงการเทียบระดับราคา ณ เวลารายงานกับกรอบทางเทคนิค ไม่ได้ยืนยันว่าราคาจะปรับขึ้นไปถึงแนวต้านดังกล่าว ระดับราคาทั้งหมดเป็นกรอบตามบทวิเคราะห์รายสัปดาห์ ไม่ใช่การรับประกันทิศทางตลาด และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงและติดตามประกาศราคาทองคำล่าสุดก่อนตัดสินใจ
ท้ายที่สุด ราคาทองคำในสัปดาห์นี้จะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับทั้งผลเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการตีความสัญญาณจากเฟดของตลาด ขณะที่การประชุม IMF-World Bank 2026 ในกรุงเทพฯ จะเป็นอีกเวทีสำคัญที่นักลงทุนใช้ติดตามมุมมองต่อเศรษฐกิจและการเงินโลก
สำหรับผู้ลงทุน สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงราคาทองคำจะปรับขึ้นต่อจากการเปิดตลาดที่บวก 200 บาทได้หรือไม่ แต่ยังรวมถึงการฟื้นตัวของทองคำโลกว่าจะผ่านแนวต้านสำคัญได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อราคาทองคำในระยะสั้น
ที่มา: บทวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำรายสัปดาห์จากฮั่วเซ่งเฮง และข้อมูลราคาทองคำจากสมาคมค้าทองคำ ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 09.02 น. และ 09.08 น.
เรียบเรียง: SPACEBAR






