เวลาเราพูดถึง OECD เรามักคิดถึง เรื่อง ความยั่งยืน กับดักรายได้ การเติบโตของโน่นนั่นนี่ ฯลฯ สำหรับประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย อาจรู้สึกว่า ภาคการเกษตรจะเกิดผลกระทบอะไรถ้าเข้า OECD มาดูกันว่า เกษตรกร จะได้อะไรจาก OECD
เกษตรกรทั่วโลกมีรายได้เท่าไหร่?
โดยเฉลี่ยแล้ว แรงงานภาคเกษตรทั่วโลกมีรายได้ประมาณ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 9% ในอีกสิบปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยทั่วโลกนี้ซ่อนความแตกต่างอย่างมากระหว่างภูมิภาคต่างๆ
ในประเทศที่มีรายได้สูง แรงงานมีรายได้มากกว่ามาก ประมาณ 21,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 22,155 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035
ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง รายได้กำลังเติบโตเนื่องจากการเกษตรมีการใช้เครื่องจักรและมีการค้ามากขึ้น แม้ว่าระดับรายได้จะแตกต่างกันอย่างมาก
ในภูมิภาคที่มีรายได้ต่ำ เกษตรกรมีรายได้น้อยกว่ามาก ประมาณ 930 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็นประมาณ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ
เข้า OECD แล้ว รายได้เกษตรกรเปลี่ยนไปยังไง
OECD-FAO เปิดรายงานแนวโน้มเกษตรโลกปี 2026-2035 ชี้ผลผลิตจ่อขยายตัว 13% พร้อมเตือนวิกฤตตะวันออกกลางกระทบความมั่นคงทางอาหาร
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้เผยแพร่รายงาน "แนวโน้มสินค้าเกษตรปี 2026-2035" (OECD‑FAO Agricultural Outlook 2026‑2035) โดยประเมินทิศทางตลาดสินค้าเกษตรและอาหารทะเลในระยะ 10 ปีข้างหน้า ชี้ผลผลิตทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัว แต่ยังคงมีความท้าทายสำคัญจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความเหลื่อมล้ำทางรายได้
ประเด็นสำคัญจากรายงาน (Key Highlights)
ผลผลิตเติบโตการผลิตภาคเกษตรทั่วโลกคาดว่าจะขยายตัว 13% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากเอเชีย แอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา และละตินอเมริกา
วิกฤตตะวันออกกลาง ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางปี 2026 จะทำให้การใช้ปุ๋ยลดลงและกดดันการผลิตธัญพืช ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มประเทศรายได้น้อย
รายได้เกษตรกร คาดการณ์ว่ารายได้รวมทางการเกษตรต่อหัวจะเพิ่มขึ้น 9% ภายในปี 2035 ทว่ายังคงมีความเสี่ยงสูงถึง 25% ที่รายได้อาจลดลงต่ำกว่าระดับปัจจุบันจากความผันผวนของตลาด
สิ่งแวดล้อมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 6.5% ซึ่งเติบโตช้ากว่าอัตราการขยายตัวของผลผลิต
พิษสงครามตะวันออกกลางปี 2026 สะเทือนถึงจานอาหาร
แม้แนวโน้มระยะยาวจะแสดงให้เห็นถึงการเติบโต แต่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจาก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปี 2026 กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดสินค้าเกษตร การประเมินผ่านแบบจำลอง Aglink-Cosimo ชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นทำให้การใช้ปุ๋ยลดลง ส่งผลให้ผลผลิตธัญพืชหดตัว โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้น้อย
สถานการณ์นี้จะทำให้ระบบอาหารและการเกษตรอ่อนแอลง ประชาชนในประเทศรายได้น้อยจะต้องเผชิญกับราคาอาหารที่แพงขึ้นจนต้องลดปริมาณการบริโภคหรือหันไปหาอาหารที่ราคาถูกกว่า ในขณะที่ครัวเรือนในประเทศที่ร่ำรวยกว่าจะยังคงรักษารูปแบบการบริโภคเดิมไว้ได้เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงกว่า
รวย-จน ห่างชั้น ภาพสะท้อนรายได้เกษตรกรโลก
ด้วยการพัฒนาด้านผลิตภาพ รายได้ทางการเกษตรขั้นต้นเฉลี่ยต่อหัวทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 9% ในทศวรรษหน้า คิดเป็นผลิตภาพแรงงานภาคเกษตรเฉลี่ยที่ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเฉลี่ยนี้ได้บดบังความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์ที่รุนแรง
ประเทศรายได้สูง (เช่น อเมริกาเหนือ, ยุโรปตะวันตก, ออสเตรเลีย) รายได้เฉลี่ยคาดว่าจะแตะระดับ 22,155 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2035 เนื่องจากระบบการผลิตที่ใช้เครื่องจักรกลสูงและใช้แรงงานน้อย
ประเทศรายได้ปานกลาง (เช่น ละตินอเมริกา, เอเชียตะวันออก) กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่การใช้เทคโนโลยีและการลงทุนเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับรายได้ในชนบท
ประเทศรายได้น้อย (แอฟริกาทางตอนใต้ของซาฮารา, เอเชียใต้) เกษตรกรยังมีรายได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 930 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างจำกัดเพียง 1,100 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เนื่องจากยังคงพึ่งพาการทำเกษตรแบบยังชีพขนาดเล็ก ขาดแคลนเครื่องจักร และเข้าไม่ถึงตลาด
แนวโน้มราคาอาหาร พฤติกรรมผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
ในด้านราคา คาดว่า ราคาโภคภัณฑ์เกษตรระหว่างประเทศที่แท้จริงจะ ทรงตัวหรือลดลง ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและสภาพอากาศที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนและปัจจัยแทรกซ้อนอื่น
ด้านพฤติกรรมการบริโภค ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีสัดส่วนถึง 39% ของการเติบโตของการบริโภคทั่วโลกภายในปี 2035 โดยประชากรจะเริ่มเปลี่ยนจากการบริโภคอาหารหลัก (Staple foods) ไปสู่ผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์และปลามากขึ้นตามระดับรายได้ที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ประเทศรายได้น้อยจะยังคงเผชิญปัญหาโภชนาการและความมั่นคงทางอาหารต่อไป
สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 6.5% นั้น กว่า 77% จะมาจากภาคปศุสัตว์ที่ขยายตัวขึ้น และอีก 23% มาจากการใช้ปุ๋ยเคมี ความท้าทายเชิงนโยบายที่สำคัญคือการเร่งเพิ่มผลิตภาพอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงทางอาหาร
"การค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศแบบพหุภาคีและเป็นไปตามกฎกติกา ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นให้กับความมั่นคงทางอาหารโลก และช่วยรักษาสมดุลของอุปสงค์-อุปทาน ในสภาวะที่โลกต้องเผชิญกับความผันผวน" รายงานระบุทิ้งท้าย




