GULF ไตรมาส 1/2569 กำไรหลักนิวไฮ 9,326 ล้านบาท โต 43%

7 พ.ค. 2569 - 18:42

  • GULF ทำกำไรจากการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43%

  • ธุรกิจพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนหนุนผลประกอบการ ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS เติบโตแข็งแกร่ง

  • ไตรมาส 2/2569 ยังมีแรงส่งจากฤดูร้อน การขายหุ้นโครงการปากลาย และเงินปันผลรับจากธนาคารกสิกรไทย

GULF ไตรมาส 1/2569 กำไรหลักนิวไฮ 9,326 ล้านบาท โต 43%

GULFโชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 แข็งแกร่ง รับรู้ core profit สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 9,326 ล้านบาท เติบโต 43% จากธุรกิจพลังงานและส่วนแบ่งกำไรจาก AIS

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ด้วยการสร้างสถิติใหม่ของกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 6,506 ล้านบาท ขณะที่ รายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 39,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จาก 32,344 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568

ส่วน กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 16,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จาก 12,699 ล้านบาท และ กำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จาก 6,564 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาสนี้ มีแรงหนุนหลักจากการขยายตัวของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนส่วนแบ่งกำไรจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS

ธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเติบโตเด่น

ในไตรมาส 1/2569 GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP จำนวน 614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 251% จาก 175 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยสำคัญมาจากโครงการ IPP ภายใต้กลุ่ม GJP ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ อุทัย (GUT) และ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ หนองแซง (GNS) ซึ่งมีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

โดยเฉพาะ GNS มี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4% ในไตรมาส 1/2568 เป็น 32% ในไตรมาสนี้

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP ยังมีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งทอ ส่งผลให้ load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 56% เป็น 62%

ด้านโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) มีกำไรเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย GSRC มี load factor เพิ่มขึ้นจาก 55% เป็น 80% ส่วน GPD เพิ่มจาก 55% เป็น 76%

โรงไฟฟ้าต่างประเทศหนุนกำไรต่อเนื่อง

สำหรับ โครงการโรงไฟฟ้า Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จำนวน 208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 30 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568

gulf-q1-2569-core-profit-9326m-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

ปัจจัยหนุนมาจากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มจาก 29 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในตลาด Pennsylvania-New Jersey-Maryland Interconnection (PJM)

พลังงานหมุนเวียนรับรู้กำไรเต็มไตรมาส

ในไตรมาสนี้ GULF รับรู้กำไรเต็มไตรมาสจากโครงการ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมระบบกักเก็บพลังงาน (solar BESS) ที่เปิดดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 โครงการในช่วงปลายปี 2568 รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 597 เมกะวัตต์

gulf-q1-2569-core-profit-9326m-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีโครงการ solar farms และ solar BESS ที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 12 โครงการ กำลังการผลิตรวม 1,129 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกัน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแม่โขงในประเทศเวียดนาม ได้บรรลุข้อตกลงอัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับ การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ที่ 7.2 เซนต์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มจากอัตราชั่วคราวเดิมที่ 3.9 เซนต์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง

จากปัจจัยดังกล่าว บริษัทบันทึกรายได้ค่าไฟย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ถึงมกราคม 2569 จำนวน 636 ล้านบาท

นอกจากนี้ GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ในประเทศเยอรมนี จำนวน 381 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% จาก 213 ล้านบาทในปีก่อน จากความเร็วลมเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น

ส่วน โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลกัลฟ์ จะนะ กรีน (GCG) พลิกกลับมามีกำไร 50 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 30 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณขายไฟเพิ่มขึ้นและต้นทุนไม้เฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ธุรกิจก๊าซธรรมชาติและ LNG ยังเติบโต

ในส่วนของธุรกิจทรัพยากร GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก บริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTT NGD) จำนวน 124 ล้านบาท ลดลงจาก 242 ล้านบาทในปีก่อน เนื่องจากผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ แม้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น

ขณะที่ธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNG และ HKH ในไตรมาสนี้ บริษัทนำเข้า LNG รวม 18 ลำ หรือประมาณ 1.2 ล้านตัน ส่งผลให้รับรู้กำไรจำนวน 204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% จาก 85 ล้านบาทในปีก่อน จากปริมาณนำเข้าที่เพิ่มขึ้นและการบริหารกลยุทธ์ LNG optimization

AIS เป็นอีกแรงขับสำคัญของกำไร

ในไตรมาส 1/2569 GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จำนวน 4,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จาก 3,314 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

การเติบโตดังกล่าวมาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ AIS ทั้งจากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ในธุรกิจโทรศัพท์มือถือและธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน (Fixed Broadband) รวมถึงต้นทุนโครงข่ายและคลื่นความถี่ที่ลดลง

GULF ฐานะการเงินแข็งแรง

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 GULF มี
• สินทรัพย์รวม 820,652 ล้านบาท
• หนี้สินรวม 442,532 ล้านบาท
• ส่วนของผู้ถือหุ้น 378,120 ล้านบาท

ขณะที่อัตราส่วน หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 0.91 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.85 เท่า ณ สิ้นปี 2568 หลังบริษัทออกและจำหน่ายหุ้นกู้จำนวน 35,000 ล้านบาท ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ไตรมาส 2/2569 คาดโตต่อเนื่อง

ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวมในปี 2569 ไว้ที่ 10-15%

โดยในปีนี้ GULF จะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ได้แก่

• โครงการ solar farms และ solar BESS ในประเทศ 6 โครงการ กำลังผลิตรวม 623 เมกะวัตต์

• โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังผลิต 10 เมกะวัตต์

• โครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 ที่จะทยอยจ่ายไฟเพิ่มอีก 60-70 เมกะวัตต์

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 บริษัทคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศช่วงฤดูร้อน รวมถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของ โครงการโรงไฟฟ้า Jackson Generation จากค่า Capacity Payment ที่จะเพิ่มเป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในเดือนมิถุนายนนี้

นอกจากนี้ ในไตรมาส 2 บริษัทจะรับรู้กำไรจากการจำหน่ายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้บริษัท เจ-พาวเวอร์ (J-POWER) ประมาณ 1,900 ล้านบาท และรับรู้เงินปันผลจาก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK อีกประมาณ 2,800 ล้านบาท

gulf-q1-2569-core-profit-9326m-SPACEBAR-Photo01.jpg

เดินหน้าพลังงานสะอาด-จิทัล-Data Center

ในระยะยาว GULF ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

ฝั่งพลังงาน บริษัทเตรียมเข้าร่วมพัฒนาโครงการสำคัญตามนโยบายภาครัฐ ทั้งโครงการพลังงานหมุนเวียน โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และ โครงการนำร่อง direct PPA ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดจากกลุ่มธุรกิจ data center

พร้อมกันนี้ยังมีแผนเข้าร่วมพัฒนา โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์

ส่วนธุรกิจดิจิทัล GULF ตั้งเป้าพัฒนา data center ระดับ hyperscale ให้มีกำลังให้บริการมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

ควบคู่กับการให้บริการระบบคลาวด์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก ได้แก่ Oracle, Google และ Microsoft รวมถึงต่อยอดเทคโนโลยี AI ผ่านความร่วมมือกับ Google, Kore.ai และ Agibot

การเติบโตของผลประกอบการในไตรมาสแรกครั้งนี้ สะท้อนภาพชัดเจนว่า GULF กำลังก้าวสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ที่มีทั้งพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ โทรคมนาคม ดิจิทัล และเทคโนโลยี เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวอย่างมั่นคง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์