GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 สร้างสถิติสูงสุดใหม่ โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 28,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ (Net Profit) แตะ 86,562 ล้านบาท รับแรงหนุนสำคัญจากธุรกิจพลังงาน และส่วนแบ่งกำไรจาก AIS รวมถึงกำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท
บริษัทมีรายได้รวม 135,596 ล้านบาท เติบโต 9% จากปี 2567 สะท้อนการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP ที่รับรู้กำไรเต็มปีเป็นครั้งแรกจากโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) กำลังการผลิต 2,650 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) 1,540 เมกะวัตต์

ในต่างประเทศ โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในสหรัฐอเมริกา สร้างส่วนแบ่งกำไร Core Profit 1,093 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากค่า Capacity Payment ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในตลาด PJM
ขณะเดียวกัน บริษัทเริ่มรับรู้กำไรเต็มปีจากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farms และ Solar BESS) รวม 532 เมกะวัตต์ และทยอยรับรู้กำลังการผลิตใหม่เพิ่มเติมอีก 597 เมกะวัตต์ในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม บางโครงการมีแรงกดดัน โดยโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) มีกำไรลดลง จาก Load Factor ที่ลดลงตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ได้รับผลกระทบจากการบันทึกต้นทุนก๊าซย้อนหลัง แม้ผลกระทบโดยรวมอยู่ในระดับจำกัด
ด้านการลงทุน บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS จำนวน 15,397 ล้านบาท เติบโต 51% จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และรับเงินปันผลจาก KBANK จำนวน 1,192 ล้านบาท
สำหรับฐานะการเงิน ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 773,810 ล้านบาท หนี้สินรวม 407,911 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 365,899 ล้านบาท โดยมี Net IBD/E อยู่ที่ 0.85 เท่า

ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF ระบุว่า ปี 2569 บริษัทคาดรายได้เติบโต 10-15% จากการรับรู้กำลังการผลิตใหม่ ทั้งโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าขยะชุมชน และการเติบโตของ Jackson Generation รวมถึงแรงหนุนจาก AIS
นอกจากนี้ GULF เตรียมออกหุ้นกู้วงเงิน 30,000–35,000 ล้านบาทในเดือนมีนาคม เพื่อบริหารโครงสร้างเงินทุน และรองรับการขยายธุรกิจระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ ซึ่งตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการมากกว่า 500 เมกะวัตต์ใน 3-5 ปี




