หอการค้าไทย-เครือซีพีและภาคี ชูระบบ Traceability ปิดวงจรการเผา สร้างมาตรฐานใหม่เกษตรยั่งยืน

23 เม.ย. 2569 - 14:18

  • Traceability 100% ภาคเอกชนนำโดยหอการค้าไทยและเครือซีพี ประกาศใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ยืนยันแหล่งที่มาปลอดการเผา

  • เครือซีพีโชว์นวัตกรรมห้องควบคุมติดตามแปลงปลูกและจุดความร้อน (Hotspot) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

  • เปิด 7 พันธกิจปฏิญญา พันธมิตรกว่า 100 องค์กรผนึกกำลังขับเคลื่อนระบบตรวจสอบย้อนกลับ “เกษตรปลอดเผา นำไทยยั่งยืน”

หอการค้าไทย-เครือซีพีและภาคี ชูระบบ Traceability ปิดวงจรการเผา สร้างมาตรฐานใหม่เกษตรยั่งยืน

หมอกควันและฝุ่น PM2.5 โจทย์ใหญ่ภาคเกษตรไทย

สถานการณ์หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี กำลังสะท้อนข้อจำกัดของการแก้ไขแบบเดิมซึ่งยังเน้นที่ปลายเหตุ ขณะที่หนึ่งในต้นตอสำคัญอย่าง “การเผาในภาคเกษตร” ยังคงฝังอยู่ในระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การแก้ปัญหาจึงไม่อาจอาศัยมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว หากต้องเริ่มจากการ “ยกระดับทั้งระบบ” ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง

ด้วยเจตจำนงในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงผนึกกำลังภาคธุรกิจชั้นนำ โดยมี เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เป็นหนึ่งในแกนหลัก พร้อมพันธมิตรกว่า 100 องค์กร รวมทั้งหน่วยงานจากภาครัฐ ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมประกาศปฏิญญาขับเคลื่อน “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” เนื่องในวันคุ้มครองโลก (Earth Day)

โดยวัตถุประสงค์สำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการยกระดับการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 จาก “ต้นเหตุ” ผ่านการสร้างมาตรฐานใหม่ของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างโปร่งใส ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมพันธมิตรกว่า 100 องค์กร ร่วมกล่าวปฏิญญา ผนึกกำลังขับเคลื่อนระบบตรวจสอบย้อนกลับ “เกษตรปลอดเผา นำไทยยั่งยืน”
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมพันธมิตรกว่า 100 องค์กร ร่วมกล่าวปฏิญญา ผนึกกำลังขับเคลื่อนระบบตรวจสอบย้อนกลับ “เกษตรปลอดเผา นำไทยยั่งยืน”

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีความเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเผาในภาคเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ หอการค้าไทยจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือของภาคธุรกิจ  เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากต้นทางของระบบการผลิต ทั้งนี้ การนำระบบ Traceability มาใช้เป็นมาตรฐานร่วม จะช่วยให้วัตถุดิบสามารถตรวจสอบที่มาได้อย่างชัดเจน และเพิ่มความรับผิดชอบร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานของภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับแนวทางสากล”

คุณวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เขตประเทศเมียนมา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด  คุณฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ดร.สดุดี สุพรรณไพ รองกรรมการผู้จัดการ ข้าว ซี.พี. จำกัด
คุณวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เขตประเทศเมียนมา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด  คุณฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ดร.สดุดี สุพรรณไพ รองกรรมการผู้จัดการ ข้าว ซี.พี. จำกัด

“Traceability” จากเครื่องมือธุรกิจสู่โครงสร้างความยั่งยืนของประเทศ

หัวใจของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือการยกระดับระบบ Traceability ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ใช้ ให้กลายเป็น “มาตรฐานร่วม” ของทั้งห่วงโซ่อุปทาน เป็นกลไกกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป ไปจนถึงปลายทางสินค้า โดยใช้ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งการตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot)  ด้วยข้อมูลดาวเทียม การระบุพิกัดแปลงเพาะปลูก และการจัดเก็บข้อมูลในระบบที่ตรวจสอบได้ ซึ่งช่วยให้สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าวัตถุดิบใดเกี่ยวข้องกับการเผา และวัตถุดิบใดมาจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน “การเผา” จะไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงการมองเห็นได้อีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในบริบทโลก Traceability ยังถูกยกระดับเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของมาตรฐาน ESG (Environmental, Social, Governance) และข้อกำหนดทางการค้า โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คุณฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์
คุณฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

เครือซีพีใช้กลไกตลาดขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

“เครือซีพีให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีความยั่งยืน ปราศจากการเผา และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยยืนยันว่าวัตถุดิบทางการเกษตรทุกชนิดที่จัดซื้อทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนอยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถติดตามถึงแหล่งผลิตได้อย่างแท้จริง และพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าสินค้าที่จัดซื้อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่าหรือการเผาแปลงเกษตร”

คุณฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าว

ในการนี้ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เผยว่า ภาคเอกชนอย่างเครือซีพี สามารถดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้ครบ 100% พร้อมเชิญชวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งเกษตรกร พ่อค้า ผู้ประกอบการรับซื้อ ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมกันผลักดันปฏิญญาการจัดหาผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืนและปราศจากการเผาแปลง ยกระดับเกษตรไทยเพื่อให้สอดรับตามนโยบายของภาครัฐและหลักสากลต่อไป

green-space-thai-chamber-cp-traceability-no-burn-agriculture-supply-chain-sustainability-pm25-SPACEBAR-Photo04.jpg

เปิด “7 พันธกิจ” ปฏิญญา: กรอบใหม่เกษตรไทยยั่งยืน

หัวใจของการขับเคลื่อนอยู่ที่พันธกิจ 7 ประการ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นทั้งแนวปฏิบัติและมาตรฐานร่วมของอุตสาหกรรม ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้รับซื้อวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย ไปจนถึงผู้แปรรูปและผู้ส่งออก ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสถาบันการศึกษา และองค์กรภาคประชาสังคม

อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร เช่น มิตรผล เนสท์เล่ เจียเม้ง ข้าวหงษ์ทอง ข้าวตราฉัตร เอสแอนด์พี น้ำตาลสระบุรี กรุงเทพโปรดิวส์ และเจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส์ ขณะที่ภาควิชาการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีสักขีพยาน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ขณะที่หน่วยงานด้านมาตรฐานและการตรวจสอบ เช่น บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท คอนโทรล ยูเนี่ยน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคมและสมาคมต่างๆ อาทิ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สมาคมทุเรียนไทย และบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เข้าร่วมเป็นภาคีในการประกาศ “ปฏิญญา7 พันธกิจ” โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ประกาศความมุ่งมั่นไม่เผา

ยึดหลัก “ไม่เผา” ในทุกขั้นตอนการผลิตและการจัดการพื้นที่เกษตร พร้อมไม่สนับสนุนคู่ค้าที่มีพฤติกรรมเผา เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน

2. เดินหน้าสู่การใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ 100%


พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับครบวงจร ตั้งแต่แหล่งที่มาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการกระจายสินค้า โดยใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้

3. ส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ

บริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ พลังงาน และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดของเสีย ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน

4. ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากล

ดำเนินงานภายใต้กฎหมาย ข้อกำหนด และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือในตลาดโลก

5. สร้างการมีส่วนร่วมทั้งระบบ

กำหนดให้คู่ค้าและเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทานปฏิบัติตามหลักการเดียวกัน พร้อมมีระบบติดตาม ประเมิน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

6. ส่งเสริมความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล

เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม

7. มุ่งสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ยกระดับกระบวนการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดผลกระทบและสร้างความยั่งยืนระยะยาว

การเสวนาในหัวข้อ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ...เกษตรปลอดเผานำไทยสู่ความยั่งยืน” โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานตรวจสอบอิสระ
การเสวนาในหัวข้อ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ...เกษตรปลอดเผานำไทยสู่ความยั่งยืน” โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานตรวจสอบอิสระ

ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ...เกษตรปลอดเผานำไทยสู่ความยั่งยืน” โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานตรวจสอบอิสระ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ Traceability ในเชิงปฏิบัติ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การจัดการข้อมูล และกระบวนการตรวจสอบ โดยเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลผ่านการรับรองจากหน่วยงานอิสระ

green-space-thai-chamber-cp-traceability-no-burn-agriculture-supply-chain-sustainability-pm25-SPACEBAR-Photo06.jpg

จากปฏิญญาสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

การรวมพลังของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงเจตนารมณ์ แต่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย จากระบบที่ยากต่อการตรวจสอบ ไปสู่ระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ พลิกจากการแก้ปัญหาปลายเหตุ สู่การจัดการตั้งแต่ต้นเหตุ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับจากมาตรฐานในประเทศสู่มาตรฐานที่สอดคล้องกับเวทีโลก สำคัญที่สุดคือลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรการลดการเผาในพื้นที่เกษตร หนึ่งในสาเหตุการเกิดหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ซึ่งนับเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและคำนึงถึงความยั่งยืนอย่างแท้จริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์