กลุ่ม ปตท. ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับการดูแลผืนป่าควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยมี ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

พร้อมผู้บริหารจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นางปริญดา มาอิ่มใจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ดร.อิทธิพล เดี่ยววณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกำกับองค์กรและความยั่งยืน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) นายกฤษณ์ ตรีนุชกร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกำกับดูแลกิจการองค์กรและกฎหมาย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ นายวิศานต์ แก้วประสม กรรมการรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ร่วมลงนาม
ผนึกพลัง “ปลูกป่า ปลูกคน” สู่การฟื้นฟูป่าอย่างยั่งยืน
หัวใจสำคัญของความร่วมมือคือการดำเนินงานตามแนวทาง “ปลูกป่า ปลูกคน” โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การอนุรักษ์ การฟื้นฟู ไปจนถึงการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนควบคู่กับการฟื้นคืนความสมบูรณ์ของผืนป่า
ป่าชุมชนยังมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย
สานต่อผลงานตั้งแต่ปี 2566
ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดการทำงานระหว่างกลุ่ม ปตท. และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 โดยที่ผ่านมาเกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งการฟื้นฟูป่าชุมชน การลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่า และการจัดการขยะในพื้นที่อย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ยังมุ่งเสริมศักยภาพของคนในชุมชนให้สามารถเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการและดูแลทรัพยากรธรรมชาติด้วยตนเอง ซึ่งเป็นแนวทางที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับพื้นที่
การเดินหน้าครั้งนี้จึงไม่ได้มองการอนุรักษ์ป่าเพียงในมิติของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบที่ทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ และสิ่งแวดล้อมฟื้นตัวได้” พร้อมยกระดับทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero




