กระแสการเติบโตของ ‘นิโคตินถุง’ ในประเทศไทยกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของภาครัฐ ทั้งในมิติสุขภาพและการกำกับดูแลตลาด หลังพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกเร่งขยายช่องทางจำหน่ายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แหล่งท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้า ซึ่งเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขยายตัวของสินค้าใหม่ในตลาดยาสูบเท่านั้น แต่ยังสะท้อนช่องว่างของการควบคุมในยุคดิจิทัล เมื่อผู้ประกอบการบางส่วนใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการโฆษณาและขายสินค้า ส่งผลให้ ‘นิโคตินถุง’ กลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนได้ง่ายกว่าที่ควรจะเป็น
ล่าสุด รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเข้มงวด หลังพบการโฆษณาและจำหน่ายนิโคตินถุงแพร่หลายในหลายช่องทาง โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย
ในเชิงสุขภาพ นิโคตินถุงถูกจัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีความเข้มข้นของนิโคตินในระดับสูง และสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว ส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น และแน่นหน้าอก อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของการเสพติด และอาจกระทบต่อพัฒนาการของสมองในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน
ในมิติทางกฎหมาย การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ถือว่าฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะมาตรา 27 (2) ซึ่งห้ามขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะเดียวกัน การวางจำหน่ายหรือแสดงสินค้าในแหล่งท่องเที่ยวและห้างสรรพสินค้า ก็เข้าข่ายผิดมาตรา 36 ที่ห้ามแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบในสถานที่ขายปลีก มีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท และหากมีการแสดงชื่อหรือราคาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยังมีโทษปรับเพิ่มเติม
อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การออกมาตรการ ‘สั่งเข้ม’ ครั้งนี้ สะท้อนแนวโน้มการยกระดับการกำกับดูแลสินค้ายาสูบรูปแบบใหม่ ที่กำลังเติบโตเร็วในตลาดไทย โดยเฉพาะในช่วงที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น
ในเชิงเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการค้าปลีกและแพลตฟอร์มออนไลน์อาจต้องเผชิญต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงขึ้น ขณะที่ตลาดสินค้าทดแทนยาสูบจะถูกจับตาเข้มมากขึ้นในระยะถัดไป
อย่างไรก็ดี ภาครัฐยังขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด เพื่อช่วยลดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในกลุ่มเยาวชน และสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของตลาดกับการคุ้มครองสุขภาพของสังคมโดยรวม
อัยรินทร์ ยังชี้ ไม่เพียงการปราบปรามสินค้า ‘นิโคตินถุง’ เท่านั้น แต่รัฐกำลัง ‘ปิดช่องโหว่’ ของตลาดยาสูบยุคใหม่ ที่เคลื่อนตัวเร็วกว่ากฎหมายในช่วงที่ผ่านมา




