ตลาดทองคำเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก โดยสัญญาทองคำโลก (Gold Spot) ปรับตัวลดลงถึง 53.5 ดอลลาร์ สู่ระดับปิดตลาดที่ 4,484 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ โดยสมาคมค้าทองคำประกาศราคาเปิดตลาดเช้านี้ (ครั้งที่ 1 เวลา 09:03 น.) ปรับลดลงทันที 300 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อที่บาทละ 68,900 บาท และขายออกที่บาทละ 69,100 บาท
ปัจจัยกดดัน: สงคราม-ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง
บทวิเคราะห์จาก ฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาทองคำโลกได้รับแรงกดดันจากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI หลังกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัว 2 ลูกมุ่งเป้ากองกำลังสหรัฐฯ ในคูเวต พร้อมทั้งระงับการเจรจาทางอ้อมกับสหรัฐฯ เพื่อประท้วงปฏิบัติการทหารของอิสราเอลในเลบานอนและกาซา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันดิบและอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือน พ.ค. พุ่งขึ้นสู่ระดับ 54.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2022 และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 53.0 ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป (Tight policy) ส่งผลให้กองทุน SPDR Gold Shares ร่วมเทขายทองคำออกอีก 0.29 ตันเมื่อคืนที่ผ่านมา
กรอบราคาและกลยุทธ์การลงทุน
แม้ราคาทองจะปรับฐานลงรุนแรง แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวหลังจากลงไปทดสอบแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาที่ระดับ 4,450 ดอลลาร์ โดยฮั่วเซ่งเฮงประเมินกรอบความเคลื่อนไหวและคำแนะนำ ดังนี้:
ราคาทองตลาดโลก (Gold Spot):
แนวรับ: 4,450 และ 4,430 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
แนวต้าน: 4,500 และ 4,540 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
กลยุทธ์: แนะนำ "ทยอยซื้อสะสม" หากราคาระยะสั้นลงทดสอบแนวรับ $4,450 แต่หากหลุดแนวรับสำคัญที่ $4,430 แนะนำให้ขายตัดขาดทุน (Stop Loss) เพื่อลดความเสี่ยง โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่บริเวณแนวต้าน $4,500
ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ:
แนวรับ: 68,950 และ 68,750 บาท
แนวต้าน: 69,450 และ 69,850 บาท
ประเด็นเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
ฮั่วเซ่งเฮง แนะนักลงทุนจำเป็นต้องเฝ้าระวังความผันผวนต่อเนื่องในคืนนี้ โดยเวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) สหรัฐฯ มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขจำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่ (JOLTS Job Openings) ประจำเดือน เม.ย. ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 6.86 ล้านตำแหน่ง ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางตลาดแรงงานและส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของเฟดต่อไป





