อัปเดตราคาทองวันนี้ 18 พ.ค. 2569 สมาคมค้าทองคำเปิดตลาดร่วงแรง ก่อนดีดสู้ เจาะลึกบทวิเคราะห์ฮั่วเซ่งเฮง ชนวนเหตุช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย ทรัมป์-สีจิ้นผิง ดีลล่ม? บอนด์ยีลด์พุ่งทุบราคาร่วง เช็กแนวรับ-แนวต้านที่นี่
ราคาทองวันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) มีความผันผวนอย่างรุนแรงตั้งแต่เปิดตลาด โดยสมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำแท่ง 96.5% เปิดตลาดเมื่อเวลา 09:04 น. ปรับตัวลดลงทันที -200 บาท ก่อนที่จะมีการขยับรีบาวด์ขึ้นมาเล็กน้อย +150 บาท และปรับลด -50 บาท ในการประกาศครั้งที่ 5 เมื่อเวลา 9.51 น. ทำให้ ราคาทองล่าสุด ทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่ 70,100.00 บาท และขายออกที่ 70,300.00 บาท สอดคล้องกับภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ราคาทองคำเริ่มปรับฐานลง หลังไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ (Lower High)
ด้าน ฮั่วเซ่งเฮง ได้ออกบทวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำถูกกดดันในเวลานี้ โดยมีชนวนเหตุสำคัญมาจาก "ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงปิดตาย" จากภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ยังปะทุต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับผลการประชุมสุดยอดที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เห็นพ้องกันว่าควรเปิดช่องแคบเพื่อการไหลเวียนของพลังงาน แต่สถานการณ์จริงยังไร้วี่แววคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันทรงตัวสูง ดอลลาร์แข็งค่า และกดดันราคาทองคำในที่สุด
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตารายงานการประชุม FOMC (วันที่ 21 พ.ค.) ท่ามกลางความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนานหลังเงินเฟ้อ CPI เดือน เม.ย. เร่งตัวแตะ 3.8% สูงสุดในรอบ 3 ปี ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield) ที่พุ่งกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 4.468% ในเดือน พ.ค. 2569 ซึ่งการที่บอนด์ยีลด์ทรงตัวในระดับสูง ถือเป็นปัจจัยลบหลักที่กดดันให้เกิดแรงเทขายในตลาดทองคำโลก
กลยุทธ์การลงทุนจากฮั่วเซ่งเฮง
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): หากสงครามยังยืดเยื้อ เฟดส่งสัญญาณขู่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ราคาทองคำโลกมีโอกาสดิ่งลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,460 และ 4,360 ดอลลาร์
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเจรจาระหว่าง ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง สัมฤทธิ์ผล จนสามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ ดอลลาร์จะอ่อนค่าทันที และหนุนราคาทองคำดีดกลับไปทดสอบแนวต้าน 4,750 และ 4,850 ดอลลาร์
สำหรับนักลงทุนทองคำแท่งในประเทศ ฮั่วเซ่งเฮง แนะนำให้ชะลอการไล่ราคา และเน้นกลยุทธ์ "ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับฐาน" โดยมองพิกัดแนวรับสำคัญไว้ใกล้บริเวณ 69,300 บาท (กำหนดจุดตัดขาดทุนหากหลุด 68,800 บาท) ขณะที่แนวต้านระยะสั้นและระยะกลางประเมินไว้ที่ 72,000 บาท และ 72,500 บาท ตามลำดับ




