รัฐบาลเยอรมนีประกาศนำโครงการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้ากลับมาใช้อีกครั้ง หลังยุติไปในปี 2023 หวังกระตุ้นตลาดรถยนต์สะอาดและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ ในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ท่ามกลางแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และความจำเป็นด้านสิ่งแวดล้อม
คาร์สเทน ชไนเดอร์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเยอรมนี ระบุว่า โครงการใหม่นี้จะช่วยทั้งสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมรถยนต์ และครอบครัวที่มีกำลังซื้อจำกัด โดยครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 80,000 ยูโรต่อปี จะมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ
รายละเอียดโครงการอุดหนุน
ผู้ซื้อสามารถยื่นขอรับเงินอุดหนุนได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นไป โดยรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบจะได้รับเงินสนับสนุนขั้นต่ำ 3,000 ยูโร
ส่วนรถปลั๊กอินไฮบริด และรถที่มีระบบขยายระยะทางซึ่งใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กช่วยชาร์จแบตเตอรี่ จะได้รับเงินอุดหนุนพื้นฐาน 1,500 ยูโร
นอกจากนี้ ยังมีเงินสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับครอบครัวที่มีบุตร และครัวเรือนรายได้น้อย เพื่อให้เข้าถึงรถยนต์พลังงานสะอาดได้มากขึ้น
ปฏิกิริยาจากภาคส่วนต่างๆ
สหภาพแรงงาน IG Metall ซึ่งเป็นตัวแทนแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ เห็นว่าโครงการนี้เป็น “ก้าวสำคัญในทิศทางที่ถูกต้อง”
ขณะที่สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนี (VDA) ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยหนุนการใช้รถไฟฟ้าในประเทศ แต่ยังเรียกร้องให้รัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จควบคู่กันไป
ความท้าทายของอุตสาหกรรม
ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมนีกำลังเผชิญยอดขายชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรง หลังทุ่มลงทุนจำนวนมากในการเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้า อีกทั้งยังต้องรับมือกับกฎสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่เข้มงวดขึ้น
แม้สหภาพยุโรปจะส่งสัญญาณผ่อนคลายแผนห้ามจำหน่ายรถเครื่องยนต์สันดาปใหม่ในปี 2035 แต่ผู้ผลิตยังคงต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 90% จากระดับปี 2021 ตามแผนล่าสุด
หลังยอดขายรถไฟฟ้าในเยอรมนีร่วงลงในปี 2024 จากการยกเลิกอุดหนุนครั้งก่อน ตลาดเริ่มฟื้นตัวในปี 2025 โดยรถไฟฟ้าคิดเป็นเกือบ 20% ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมด




