อดีตบอร์ดกสทช. ชี้ช่องคำวินิจฉัยศาลปกครอง คนเสียประโยชน์ “ฟ้องคุ้มครอง” ได้
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึง กรณี ไตรรัตน์ วิริยะสิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. ออกประกาศ กสทช. เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคา ภายใต้โครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเพื่อสังคม ในพื้นที่ขาดแคลนหรืยังขาดบริการที่ทั่วถึง เพื่อการสาธารณสุข สาธารณประโยชน์ และความมั่นคง (USO3) กลุ่มภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและภาคตะวันออก-ตะวันตก รวมมูลค่าโครงการประมาณ 5,400 ล้านบาท
กรณีนี้แล้วแต่จะตีความกฎหมาย โดยปกติ การออกประกาศผู้ชนะโครงการสามารถทำได้ หากมีผู้ไม่เห็นด้วย และเป็นผู้ได้รับความเสียหายสามารถดำเนินการทางกฎหมายได้ โดยผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผู้ร่วมประมูล สามารถฟ้องคุมครองการประกาศผล โดยอ้างคำวินิจฉัยศาลปกครอง ที่ระบุว่า ประธานกสทช. มีปัญหาคุณสมบัติ จึงไม่สามารถลงนามอนุมัติได้
“การฟ้องอาจจะฟ้องคุ้มครองประกาศฯ หรือฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหน่งชาติ (ป.ป.ช. ) อ้างว่า มีคำวินิจฉัยของศาลแล้ว ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ถือเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ”
นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า การออกประกาศ ต้องมีผู้เห็นชอบวงเงินที่อนุมัติ โดยเฉพาะหากมีการวงเงินที่เกิดกว่าที่บอร์ดอนุมัติไว้ ดังนั้น ประธานต้องรับทราบ ใครที่เป็นผู้ประมูลโครงการหรือได้รับความเสียหายสามารถยื่นตรวจสอบได้ ทั้งกับศาลปกครอง หรือ ป.ป.ง. โดยอ้าง คำวินิจฉัย ศาลปกครองแล้วขอคุ้มครองฃการประกาศผลจะไม่ชอบ กรณี USO บอร์ดเป็นคนอนุมัติโครงการ ส่วนการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นเรื่องของสำนักงาน ไม่ต้องกลับมาที่บอร์ด
“การประกาศผู้ชนะประมูลย่อมต้องมีการเห็นชอบจากประธานกสทช. หากตำแหน่งประธานมีความคลุมเครือ เรื่องคุณสมบัติ การเห็นชอบอาจก็เป็นการเห็นชอบโดยมิชอบได้”




