ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์หน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านที่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดการเงินโลก ขณะเดียวกันข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ก็เริ่มสะท้อนสัญญาณชะลอตัวมากขึ้น
Fed มีกำหนดเริ่มการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเป็นเวลา 2 วันในวันอังคารหน้า ก่อนประกาศอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในวันถัดไป โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้ง ก่อนจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ภารกิจคู่ของธนาคารกลาง
ภารกิจหลักของ Fed คือการรักษาเสถียรภาพเงินเฟ้อให้อยู่ใกล้ระดับเป้าหมายระยะยาวที่ 2% ควบคู่กับการสนับสนุนการจ้างงานให้สูงสุด
เกรกอรี ดาโค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ EY-Parthenon ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับ Fed “นี่เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับ Fed เพราะแรงกระแทกจากฝั่งอุปทานเป็นสิ่งที่จัดการได้ยาก และมักทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นพร้อมกับการลดลงของผลผลิต”
ทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักดันราคาน้ำมันโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อโดยรวม และกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่านโยบายการเงินของ Fed มีแนวโน้มจะยังไม่เปลี่ยนแปลงในระยะสั้น
ความท้าทายด้านการเมือง
ประเด็นค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนยังคงเป็นวาระการเมืองสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งระบุว่าราคาสินค้าเริ่มปรับตัวลดลง แม้ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงกังวลต่อราคาสินค้าจำเป็นที่อยู่ในระดับสูง
ทรัมป์ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed อย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยังส่งสัญญาณอาจดำเนินคดีทางอาญากับพาวเวลล์ จากกรณีการตรวจสอบค่าใช้จ่ายในโครงการปรับปรุงอาคารของ Fed ที่มีมูลค่าเกินงบประมาณ
ข้อมูลเศรษฐกิจน่าเป็นห่วง
แม้เงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ จะลดลงจากระดับสูงสุดที่ 9.1% ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ
ไดแอน สวองค์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ KPMG ระบุว่า “ต่างจากหลายประเทศที่สามารถนำเงินเฟ้อกลับสู่เสถียรภาพได้แล้ว สหรัฐฯ ผ่านมาเกือบ 5 ปี แต่ยังไม่สามารถกลับสู่เสถียรภาพด้านราคาได้อย่างแท้จริง”
ขณะเดียวกัน ข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดยังสร้างความกังวล หลังสหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานกว่า 92,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.4%
นักวิเคราะห์มองว่า แม้อัตราการว่างงานโดยรวมยังดูค่อนข้างทรงตัว แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจซ่อนความผันผวนที่กำลังก่อตัวอยู่ในตลาดแรงงาน
แนวโน้มอนาคต
ดาโคประเมินว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ มีแนวโน้มทำให้ Fed เลือกคงอัตราดอกเบี้ยต่อไป “เป็นระยะเวลานาน” ขณะที่นักลงทุนในตลาดเริ่มปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในปีนี้
อย่างไรก็ตาม สวองค์ชี้ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ยังไม่ถูกตัดออกจากความเป็นไปได้ หากแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
“นี่ไม่ใช่เส้นทางแบบทิศทางเดียว” สวองค์กล่าว พร้อมเปรียบสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ว่า
“เราเหมือนกำลังยืนอยู่ที่สี่แยกที่วุ่นวาย และสัญญาณไฟจราจรก็ยังใช้การไม่ได้”




