บ่ายวันศุกรที่ 8 พฤษภาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เชิญกรรมการสรรหา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อพิจารณา กรณี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือไม่ เมื่อมีผู้ร้องว่า ยังคงทำหน้าที่รองคณบดีคณะแพทย์ ม.มหิดล ควบคู่ ประธาน กสทช.
หลังประชุม 3 ชั่วโมง ประธานกรรมการสรรหา บอกว่า กรรมการสรรหา มาประชุม 5 คน จาก 7 คน และมีมติเสียงข้างมากรับเรื่องไว้พิจารณา คำถามที่เกิดขึ้น หลังเหตุการณ์นี้คือ กรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติ ประธาน กสทช. หากยังมีอำนาจอยู่ ผลการวินิจฉัย จะนำไปสู่ “อะไร” สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร

ปริญญา เทวนฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (พ.ร.บ.กสทช.) มาตรา 15/1 เขียนไว้ว่า กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ สรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด
“มาตรา 15/1 เขียนไว้ชัดเจนว่ากรณีที่มีปัญหา เกี่ยวกับผู้สมัครรับการสรรหา หรือ ผู้ได้รับเลือก ให้เป็นหน้าที่ของกรรมการสรรหา และให้คำวินิจฉัยเป็นที่สุด เมื่อมีคำว่า ”ผู้ได้รับเลือก“ จึงหมายถึงผู้ได้รับการสรรหา”

คณะกรรมการกฤษฎีกา ชุดที่มี มีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน ได้วินิจฉัยไว้เมื่อครั้งที่ มีการส่งเรื่องนี้ให้กรรมการกฤษฎีกาตีความ และได้ส่งเรื่องกลับมาให้กรรมการสรรหา เพราะกฤษฎีกาไม่มีอำนาจ ประธานกรรมการสรรหา ยึดมาตรานี้วินิจฉัยว่ากรรมการมีอำนาจวินิจฉัย
“แต่ประธาน กสทช. ยังมีกรณีที่ ถูกร้องว่า ในขั้นตอนระหว่างการแต่งตั้ง ประธานกสทช.ยังเป็นยังมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และเป็นแพทย์มีค่าตอบแทนรายชั่วโมง เท่ากับคุณสมบัติไม่ได้ ดังนั้น กรรมการสรรหา ต้องเป็นผู้วินิจฉัย แล้วเสนอเรื่องต่อวุฒิสภา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ส.ว.เป็นคนเลือก ส.ว.ต้องเป็นผู้ดำเนินการ ”

เมื่ออำนาจเป็นของกรรมการสรรหา จึงต้องอยู่ที่กรรมการสรรหาจะวินิจฉัยวืาอย่างไร ส่วนจะมีผลเกิดขึ้นอย่างไรต้องไปดูอีกครั้ง กรณีนี้จะคล้ายกับ ส.ส.มีปัญหาคุณสมบัติ การพ้นจากความเป็น ส.ส. จะมีผลเมื่อพ้นจากความเป็น ส.ส. ไม่ได้มีผลกย้อนหลัง ถ้ามีผลย้อนหลังจะกระทบต่อเรื่องทุกเรื่องที่พิจาราไปแล้วซึ่งจะเกิดความเสียหายหลายเรื่อง ส่วนจะใช้เวลาพิจารณานานแค่ไหนขึ้นอยู่กับกรรมการสรรหา
ตามรัฐธรรมนูญ กรรมการสรรหา ขององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ จะมีกระบวนการและที่มาที่แตกต่างกันไปตามแต่ละองค์กร กรณีของ กสทช. แตกต่างจาก องค์กรตามรัฐธรรมนูญ อย่าง กกต. ป.ปช. เพราะ เป็นองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 60 คือ ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (พ.ร.บ. กสทช.)
คณะกรรมการสรรหากสทช. มาจากผู้เชี่ยวชาญจาก 7 หน่วยงาน 7 คน คือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้พิพากษาในศาลฎีกา , ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดกรรมการ ป.ป.ช. , กรรมการ คตง. , ผู้ตรวจการแผ่นดินและ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติและคัดเลือกผู้สมัครให้เหลือจำนวน "สองเท่า" (14 คน) ของจำนวนกรรมการ เมื่อได้รายชื่อแล้ว จะส่งต่อให้ วุฒิสภา (สว.) เพื่อให้ สว. ตั้งกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แล้วจึง เสนอให้วุฒิสภา ลงคะแนนเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช.




