ปัญหา ‘SME เทียม’ ไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการรายหนึ่ง แต่สะเทือนถึงเงินภาษี การแข่งขัน และความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก ขณะที่ สสว.จับมือกรมบัญชีกลางรื้อเกณฑ์ THAI SME-GP ครั้งใหญ่ มีผล 1 ตุลาคม 2569 เพิ่มการตรวจเจ้าของที่แท้จริง หรือ UBO ให้แต้มต่อ 10% บวกอีก 5% สำหรับ e-Tax และกำหนดเพดานมูลค่าสัญญาสะสมที่ใช้แต้มต่อไม่เกิน 500 ล้านบาท
ลองนึกภาพผู้ประกอบการเช่ารถรายเล็กในต่างจังหวัด เจ้าของกิจการใช้เวลาหลายเดือนเตรียมเอกสาร เรียนรู้ระบบ THAI SME-GP เตรียมรถ เตรียมทีมงาน และเตรียมเงินทุน เพื่อเข้าสู่สนามประมูลงานราชการในพื้นที่
เมื่อถึงวันแข่งขัน คู่แข่งที่อยู่ในสถานะ “SME” กลับมีทรัพยากรเหนือกว่าหลายเท่า ทั้งจำนวนรถ บุคลากร เงินทุน และระบบบริหาร เพราะมีโครงสร้างธุรกิจหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่หนุนหลัง
คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ “ใครเสนอราคาต่ำกว่า”
แต่อยู่ที่ว่า “ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองรายเป็น SME ในความหมายเดียวกันจริงหรือ?”
นี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่า “SME เทียม” ที่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบส่งเสริม SME ไทย
หากสิทธิที่ออกแบบมาเพื่อช่วยคนตัวเล็ก กลับถูกใช้โดยผู้เล่นที่มีทุนใหญ่หนุนหลัง ปัญหาย่อมไม่ใช่เพียงการแข่งขันในสนามประมูล แต่ลุกลามไปถึงประสิทธิผลของนโยบายเศรษฐกิจฐานรากทั้งระบบ
3.2 ล้านราย ทำไม SME ต้องมี “แต้มต่อ”
การที่รัฐต้องออกมาตรการช่วย SME ไม่ใช่เรื่องเกินจริง ข้อมูล สสว. ระบุว่า ปี 2567 ไทยมี SME ราว 3.2 ล้านราย และสร้าง GDP ประมาณ 6.48 ล้านล้านบาท หรือ 34.9% ของ GDP ประเทศ SME จึงไม่ใช่เพียง “ธุรกิจรายเล็ก” แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยที่ต้องเผชิญต้นทุนเงินทุนสูง การเข้าถึงสินเชื่อยาก อำนาจต่อรองต่ำ และการแข่งขันจากทั้งบริษัทใหญ่ แพลตฟอร์มดิจิทัล และสินค้านำเข้า
แต้มต่อจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อ ชดเชยความเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพื่อทำให้ SME ชนะทุกการแข่งขัน หนึ่งในสนามที่สำคัญที่สุดคือ ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพราะนี่คือแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างทั้งเงินสด ฐานลูกค้า และประวัติผลงานให้ SME ได้พร้อมกัน
ตลาดรัฐ 1.3–1.8 ล้านล้านบาท ทำให้สถานะ SME มี “มูลค่า”
วันนี้ THAI SME-GP จึงไม่ใช่เพียงฐานทะเบียนผู้ประกอบการ แต่กำลังทำหน้าที่เป็น ประตูเข้าสู่ตลาดรัฐ สสว.ระบุว่าตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีมูลค่าประมาณ 1.3–1.8 ล้านล้านบาทต่อปี ปี 2568 การจัดซื้อจัดจ้างจาก SME มีมูลค่ามากกว่า 600,000 ล้านบาท หรือ 33.7% ขณะที่ข้อมูลล่าสุดที่ สสว.เปิดเผยระบุว่า การจัดซื้อจัดจ้างจาก SME มีมูลค่า 371,245 ล้านบาท คิดเป็น 55.8%ของมูลค่ารวม โดยมีผู้ประกอบการในระบบกว่า 180,000 ราย ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า “สถานะ SME” มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะมันเชื่อมโยงกับโอกาสในการเข้าสู่ตลาดรัฐ และเมื่อสิทธิในการเข้าสู่ตลาดมีมูลค่ามหาศาล ช่องโหว่ของระบบก็ย่อมมีมูลค่าตามไปด้วย
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “รายได้เท่าไร” แต่อยู่ที่ “ใครอยู่ข้างหลัง”
ระบบ SME แบบเดิมให้ความสำคัญกับเกณฑ์อย่างรายได้และจำนวนพนักงาน แต่โลกธุรกิจปัจจุบันซับซ้อนกว่านั้น บริษัทหนึ่งอาจมีรายได้และจำนวนพนักงานอยู่ในเกณฑ์ SME แต่ในทางเศรษฐกิจกลับเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านการถือหุ้น ผู้บริหาร เงินทุน ทรัพย์สิน บุคลากร หรือทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน จึงเกิดคำถามสำคัญว่า บริษัทนี้เป็น SME ตามตัวเลข หรือเป็น SME ในความหมายของอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย? นี่คือพื้นที่สีเทาที่คำว่า SME เทียมเข้ามาอยู่ตรงกลางการมีบริษัทแม่ บริษัทลูก นักลงทุนรายใหญ่ หรือความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ โครงสร้างการถือหุ้น อำนาจควบคุม แหล่งทุน ความสัมพันธ์ของผู้บริหาร การใช้ทรัพยากรร่วมกัน และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนและการประมูลในแต่ละกรณี ประเด็น SME เทียมควรตัดสินด้วย ข้อมูลและหลักฐาน ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวหา ถ้าพบว่ามีการออกแบบโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้ได้รับสิทธิ SME ทั้งที่ในทางเศรษฐกิจสามารถใช้ศักยภาพของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้ ปัญหานี้ก็จะกลายเป็นโจทย์เชิงระบบทันที
เมื่อแต้มต่อกลับด้าน คนที่เสียประโยชน์คือใคร?
คนแรกคือ SME ตัวจริง เพราะผู้ประกอบการรายเล็กไม่ได้เสียแค่งานหนึ่งโครงการ แต่เสียโอกาสในการสร้างฐานลูกค้า สร้างผลงาน และสะสมทุนเพื่อขยายกิจการ คนที่สองคือ รัฐและผู้เสียภาษี เพราะเงินจัดซื้อจัดจ้างคือเงินสาธารณะ หากนโยบายที่ตั้งใจให้เงินกระจายไปยังธุรกิจรายเล็กกลับตกอยู่กับกลุ่มทุนที่มีความแข็งแรงอยู่แล้ว เป้าหมายของนโยบายก็ย่อมผิดเพี้ยน คนที่สาม และอาจเป็นความเสียหายระยะยาวที่สุด คือ ความเชื่อมั่น
ถ้า SME รู้สึกว่า “ลงทะเบียนก็แล้ว เตรียมเอกสารก็แล้ว แข่งขันตามกติกาก็แล้ว แต่สุดท้ายยังแพ้ให้กับผู้เล่นที่มีทุนใหญ่หนุนหลัง” ผู้ประกอบการบางรายอาจไม่เพียงเลิกเข้าร่วมการประมูล แต่เลิกเชื่อว่าตลาดรัฐเป็นพื้นที่ที่พวกเขาสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม เมื่อความเชื่อมั่นหายไป นโยบายส่งเสริม SME ก็อาจสูญเสียประสิทธิภาพไปพร้อมกัน
จุดเปลี่ยน สสว.รื้อ THAI SME-GP เริ่ม 1 ตุลาคม
ท่ามกลางโจทย์ดังกล่าว สสว.ร่วมกับกรมบัญชีกลางกำลังยกระดับหลักเกณฑ์ THAI SME-GP โดยมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 หัวใจของการเปลี่ยนแปลงมี 3 เรื่อง
ตรวจ UBO ก่อนใช้แต้มต่อ 10% SME ที่ต้องการใช้แต้มต่อด้านราคาจะต้องผ่านการตรวจสอบ Ultimate Beneficial Ownership หรือ UBO พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่มอง “บริษัท” ต้องขยับไปดูว่า ใครคือเจ้าของหรือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง เป้าหมายชัดเจน คือป้องกันการที่ธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งนิติบุคคลที่เข้าเกณฑ์ SME เพื่อเข้ามาใช้สิทธิแทน นี่ถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญ จาก Legal Entity ไปสู่ Economic Reality หรือจากการถามว่า “บริษัทเล็กไหม” ไปสู่ “อำนาจทางเศรษฐกิจที่แท้จริงอยู่ที่ใคร”
เพิ่มแต้มต่ออีก 5% ให้ SME ใช้ e-Tax
SME ที่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax จะได้รับแต้มต่อเพิ่มอีก 5% มาตรการนี้จึงมีเป้าหมายสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงงานรัฐ อีกด้านใช้ตลาดจัดซื้อจัดจ้างเป็นแรงจูงใจให้ SME เข้าสู่ระบบดิจิทัลและมีข้อมูลธุรกรรมที่ตรวจสอบได้มากขึ้นแต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็น “กำแพงดิจิทัล” สำหรับ SME ที่ยังไม่มีเงินหรือความพร้อมในการลงทุนระบบ
เพดานแต้มต่อ 500 ล้านบาท
เกณฑ์ใหม่จะกำหนดมูลค่าสัญญาสะสมที่สามารถใช้สิทธิแต้มต่อไว้ที่ ไม่เกิน 500 ล้านบาท แนวคิดนี้มีข้อดี เพราะแต้มต่อควรเป็นเครื่องมือช่วยธุรกิจที่กำลังสร้างตัว ไม่ใช่สิทธิที่ใช้ได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุดแต่ในอีกด้านหนึ่ง หาก SME รายหนึ่งเติบโตเร็วและชนเพดาน 500 ล้านบาท ก็ต้องมี “บันไดขั้นต่อไป” ให้ธุรกิจสามารถเข้าสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น ไม่เช่นนั้น รัฐอาจกำลังสร้างระบบที่ช่วย SME ให้โต แต่เมื่อโตแล้วกลับปล่อยให้ตกจากระบบสนับสนุนทันที
มาตรการใหม่จึงไม่ได้มีเป้าหมายแค่ “สกัดทุนใหญ่”
เมื่อมองให้ลึก การปรับ THAI SME-GP รอบนี้กำลังพยายามสร้างวงจรใหม่ให้ SME ตรวจเจ้าของจริง → เข้าสู่ระบบดิจิทัล → เข้าตลาดรัฐ → สะสมผลงาน → เติบโต → ลดการพึ่งพาแต้มต่อนี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบแจกแต้มต่อ” ไปสู่ “ระบบพัฒนา SME” ถ้าทำได้จริง ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจเพราะรัฐไม่ได้ช่วย SME เพียงให้ชนะการประมูล แต่กำลังผลักให้ SME มีระบบบัญชีดิจิทัล มีตัวตนทางธุรกิจที่ตรวจสอบได้ มีผลงาน และสามารถเติบโตจนแข่งขันได้โดยไม่ต้องพึ่งแต้มต่อไปตลอดชีวิต
แต่กติกาใหม่ก็มี “ราคาที่ต้องจ่าย”
ข้อดีของการตรวจ UBO คือปิดช่องโหว่เรื่องบริษัทนอมินีหรือบริษัทที่อาจถูกใช้เป็นตัวแทนของกลุ่มทุน แต่ข้อเสียคือ หากรัฐออกแบบกระบวนการไม่ดี การตรวจสอบอาจกลายเป็นต้นทุนใหม่ของ SMEคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ควรตรวจ UBO หรือไม่” แต่คือ “รัฐจะตรวจเองมากแค่ไหน และจะให้ SME ต้องแบกภาระเอกสารมากแค่ไหน?” หากต้องกรอกแบบฟอร์มเพิ่มทุกครั้ง SME จะเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ถ้ารัฐเชื่อมฐานข้อมูลของ สสว. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ระบบ e-GP และข้อมูลที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน การตรวจสอบสามารถเกิดขึ้นเบื้องหลังได้
จาก “ตรวจเอกสาร” ไปสู่ “ตรวจเครือข่ายธุรกิจ” นี่ต่างหากคือโจทย์สำคัญของการปฏิรูป UBO ต้องไม่หยุดที่ชื่อผู้ถือหุ้น เพราะหากตรวจ UBO เพียงผู้ถือหุ้นโดยตรง ปัญหาอาจยังไม่จบ โครงสร้างธุรกิจสามารถซับซ้อนเป็นเครือข่าย บริษัท A ถือหุ้นบริษัท B บริษัท B ถือหุ้นบริษัท C ขณะที่กรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจควบคุมอาจเป็นคนกลุ่มเดียวกัน
ระบบที่มีประสิทธิภาพต้องตรวจทั้ง Ownership, Control และ Economic Dependence ไม่ใช่เพียงว่า “ใครถือหุ้น” แต่ต้องดูว่า ใครควบคุม ใครให้เงิน ใครให้ทรัพยากร และใครได้รับประโยชน์จากธุรกิจหากรัฐทำได้ถึงระดับนี้ THAI SME-GP จะเปลี่ยนจากฐานทะเบียนเป็น ระบบ Intelligence สำหรับนโยบาย SME และสามารถแจ้งเตือนความเสี่ยงก่อนที่บริษัทจะเข้าสู่สนามประมูลได้
SME ไทยกำลังดีขึ้น แต่ยังเปราะบาง
การรื้อกติกาเกิดขึ้นในช่วงที่ความเชื่อมั่น SME เริ่มฟื้น แต่ยังไม่แข็งแรงเต็มที่ สสว.รายงานว่า SMESI เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 50.8 เพิ่มจาก 47.8 ในเดือนมิถุนายน กลับมาเหนือระดับฐาน 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 52.9 แต่ด้านต้นทุนยังเป็นปัญหาใหญ่ โดยผู้ประกอบการ 81.9% ยังเผชิญแรงกดดันจากน้ำมัน ค่าไฟ วัตถุดิบ รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์และค่า GP
นั่นหมายความว่า มีความสำคัญมาก เพราะสามารถเป็นตลาดที่ช่วยสร้างรายได้และสภาพคล่องให้ธุรกิจรายเล็กได้ และยิ่งตลาดนี้มีมูลค่าสูง การทำให้สิทธิไปถึง SME ตัวจริงจึงยิ่งสำคัญ
รัฐกำลังเปลี่ยนคำถามจาก “เล็กไหม?” เป็น “เล็กจริงหรือไม่?” สิ่งที่เกิดขึ้นกับ THAI SME-GP จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการแก้ปัญหา “SME เทียม” แต่คือการทบทวนครั้งใหญ่ว่า ประเทศไทยกำลังใช้เงินรัฐเพื่อสร้าง SME อย่างไร ในอดีต คำถามหลักคือ “บริษัทนี้เข้าเกณฑ์ SME หรือไม่?”แต่ต่อจากนี้ต้องถามเพิ่มว่า
“ใครเป็นเจ้าของ? ใครควบคุม? ใครให้ทุน? และใครได้รับประโยชน์?”นี่คือการเปลี่ยนจากการวัด “ขนาด” ไปสู่การวัด “อำนาจทางเศรษฐกิจ”
หากทำสำเร็จ ประเทศไทยจะได้ระบบส่งเสริม SME ที่ฉลาดขึ้น เพราะสามารถแยก SME ตัวจริงออกจากโครงสร้างที่อาจใช้สถานะ SME เพื่อเข้าถึงสิทธิ แต่ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่จำนวนบริษัทที่ถูกตัดออกจากระบบ อยู่ที่คำถามว่า หลัง 1 ตุลาคม 2569 เงินจัดซื้อจัดจ้างรัฐจะไหลถึง SME ตัวจริงมากขึ้นหรือไม่
เป้าหมายของการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ควรเป็นเพียง “สกัดทุนใหญ่” แต่ต้องทำให้ทุนใหญ่แข่งขันในสนามของทุนใหญ่ และทำให้สนาม SME เป็นพื้นที่ที่ SME ตัวจริงสามารถเติบโตได้ เพราะสุดท้ายแล้ว หัวใจของนโยบาย SME ไม่ใช่การทำให้ “บริษัทที่เข้าเกณฑ์” ได้สิทธิ แต่คือการทำให้ “คนตัวเล็กที่รัฐตั้งใจช่วย” ได้ประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชนจริง




