SME เทียม เขย่าระบบรัฐ กับมาตรการรื้อระบบ สกัดทุนสวมสิทธิ์

19 ส.ค. 2569 - 12:07

  • “SME เทียม” คือปัญหาที่มากกว่าการประมูลแพ้ชนะ — หากบริษัทที่มีทุนใหญ่หนุนหลังสามารถใช้สิทธิ SME ได้ แต้มต่อที่ควรชดเชยความเสียเปรียบของคนตัวเล็กอาจกลับกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มความได้เปรียบให้ผู้เล่นที่แข็งแรงอยู่แล้ว

  • สสว.รื้อกติกาใหม่ เปลี่ยนจากดู “ขนาดบริษัท” สู่ดู “เจ้าของตัวจริง” — ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 SME ที่จะใช้แต้มต่อ 10% ต้องผ่านการตรวจ UBO พร้อมเพิ่มแต้มต่อ 5% ให้ผู้ใช้ e-Tax และกำหนดเพดานมูลค่าสัญญาสะสม 500 ล้านบาท

  • บทพิสูจน์ไม่ใช่จำนวนบริษัทที่ถูกกันออก แต่คือ “เงินรัฐถึง SME ตัวจริงหรือไม่” ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีมูลค่า 1.3–1.8 ล้านล้านบาทต่อปี การปฏิรูปจะสำเร็จต่อเมื่อรัฐสามารถตรวจเครือข่ายทุนได้จริง โดยไม่สร้างภาระใหม่ให้ SME และทำให้คนตัวเล็กมีพื้นที่เติบโต

SME เทียม เขย่าระบบรัฐ กับมาตรการรื้อระบบ สกัดทุนสวมสิทธิ์

ปัญหา ‘SME เทียม’ ไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการรายหนึ่ง แต่สะเทือนถึงเงินภาษี การแข่งขัน และความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก ขณะที่ สสว.จับมือกรมบัญชีกลางรื้อเกณฑ์ THAI SME-GP ครั้งใหญ่ มีผล 1 ตุลาคม 2569 เพิ่มการตรวจเจ้าของที่แท้จริง หรือ UBO ให้แต้มต่อ 10% บวกอีก 5% สำหรับ e-Tax และกำหนดเพดานมูลค่าสัญญาสะสมที่ใช้แต้มต่อไม่เกิน 500 ล้านบาท

ลองนึกภาพผู้ประกอบการเช่ารถรายเล็กในต่างจังหวัด เจ้าของกิจการใช้เวลาหลายเดือนเตรียมเอกสาร เรียนรู้ระบบ THAI SME-GP เตรียมรถ เตรียมทีมงาน และเตรียมเงินทุน เพื่อเข้าสู่สนามประมูลงานราชการในพื้นที่

เมื่อถึงวันแข่งขัน คู่แข่งที่อยู่ในสถานะ “SME” กลับมีทรัพยากรเหนือกว่าหลายเท่า ทั้งจำนวนรถ บุคลากร เงินทุน และระบบบริหาร เพราะมีโครงสร้างธุรกิจหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่หนุนหลัง

คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ “ใครเสนอราคาต่ำกว่า”

แต่อยู่ที่ว่า “ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองรายเป็น SME ในความหมายเดียวกันจริงหรือ?”

นี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่า “SME เทียม” ที่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบส่งเสริม SME ไทย

หากสิทธิที่ออกแบบมาเพื่อช่วยคนตัวเล็ก กลับถูกใช้โดยผู้เล่นที่มีทุนใหญ่หนุนหลัง ปัญหาย่อมไม่ใช่เพียงการแข่งขันในสนามประมูล แต่ลุกลามไปถึงประสิทธิผลของนโยบายเศรษฐกิจฐานรากทั้งระบบ

3.2 ล้านราย ทำไม SME ต้องมี “แต้มต่อ”

การที่รัฐต้องออกมาตรการช่วย SME ไม่ใช่เรื่องเกินจริง ข้อมูล สสว. ระบุว่า ปี 2567 ไทยมี SME ราว 3.2 ล้านราย และสร้าง GDP ประมาณ 6.48 ล้านล้านบาท หรือ 34.9% ของ GDP ประเทศ SME จึงไม่ใช่เพียง “ธุรกิจรายเล็ก” แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยที่ต้องเผชิญต้นทุนเงินทุนสูง การเข้าถึงสินเชื่อยาก อำนาจต่อรองต่ำ และการแข่งขันจากทั้งบริษัทใหญ่ แพลตฟอร์มดิจิทัล และสินค้านำเข้า

แต้มต่อจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อ ชดเชยความเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพื่อทำให้ SME ชนะทุกการแข่งขัน หนึ่งในสนามที่สำคัญที่สุดคือ ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพราะนี่คือแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างทั้งเงินสด ฐานลูกค้า และประวัติผลงานให้ SME ได้พร้อมกัน

ตลาดรัฐ 1.3–1.8 ล้านล้านบาท ทำให้สถานะ SME มี “มูลค่า”

วันนี้ THAI SME-GP จึงไม่ใช่เพียงฐานทะเบียนผู้ประกอบการ แต่กำลังทำหน้าที่เป็น ประตูเข้าสู่ตลาดรัฐ สสว.ระบุว่าตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีมูลค่าประมาณ 1.3–1.8 ล้านล้านบาทต่อปี ปี 2568 การจัดซื้อจัดจ้างจาก SME มีมูลค่ามากกว่า 600,000 ล้านบาท หรือ 33.7% ขณะที่ข้อมูลล่าสุดที่ สสว.เปิดเผยระบุว่า การจัดซื้อจัดจ้างจาก SME มีมูลค่า 371,245 ล้านบาท คิดเป็น 55.8%ของมูลค่ารวม โดยมีผู้ประกอบการในระบบกว่า 180,000 ราย ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า “สถานะ SME” มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะมันเชื่อมโยงกับโอกาสในการเข้าสู่ตลาดรัฐ และเมื่อสิทธิในการเข้าสู่ตลาดมีมูลค่ามหาศาล ช่องโหว่ของระบบก็ย่อมมีมูลค่าตามไปด้วย

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “รายได้เท่าไร” แต่อยู่ที่ “ใครอยู่ข้างหลัง”

ระบบ SME แบบเดิมให้ความสำคัญกับเกณฑ์อย่างรายได้และจำนวนพนักงาน แต่โลกธุรกิจปัจจุบันซับซ้อนกว่านั้น บริษัทหนึ่งอาจมีรายได้และจำนวนพนักงานอยู่ในเกณฑ์ SME แต่ในทางเศรษฐกิจกลับเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านการถือหุ้น ผู้บริหาร เงินทุน ทรัพย์สิน บุคลากร หรือทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน จึงเกิดคำถามสำคัญว่า บริษัทนี้เป็น SME ตามตัวเลข หรือเป็น SME ในความหมายของอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย? นี่คือพื้นที่สีเทาที่คำว่า SME เทียมเข้ามาอยู่ตรงกลางการมีบริษัทแม่ บริษัทลูก นักลงทุนรายใหญ่ หรือความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ โครงสร้างการถือหุ้น อำนาจควบคุม แหล่งทุน ความสัมพันธ์ของผู้บริหาร การใช้ทรัพยากรร่วมกัน และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนและการประมูลในแต่ละกรณีระเด็น SME เทียมควรตัดสินด้วย ข้อมูลและหลักฐาน ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวหา ถ้าพบว่ามีการออกแบบโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้ได้รับสิทธิ SME ทั้งที่ในทางเศรษฐกิจสามารถใช้ศักยภาพของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้ ปัญหานี้ก็จะกลายเป็นโจทย์เชิงระบบทันที

เมื่อแต้มต่อกลับด้าน คนที่เสียประโยชน์คือใคร?

คนแรกคือ SME ตัวจริง เพราะผู้ประกอบการรายเล็กไม่ได้เสียแค่งานหนึ่งโครงการ แต่เสียโอกาสในการสร้างฐานลูกค้า สร้างผลงาน และสะสมทุนเพื่อขยายกิจการ คนที่สองคือ รัฐและผู้เสียภาษี เพราะเงินจัดซื้อจัดจ้างคือเงินสาธารณะ หากนโยบายที่ตั้งใจให้เงินกระจายไปยังธุรกิจรายเล็กกลับตกอยู่กับกลุ่มทุนที่มีความแข็งแรงอยู่แล้ว เป้าหมายของนโยบายก็ย่อมผิดเพี้ยน คนที่สาม และอาจเป็นความเสียหายระยะยาวที่สุด คือ ความเชื่อมั่น

ถ้า SME รู้สึกว่า “ลงทะเบียนก็แล้ว เตรียมเอกสารก็แล้ว แข่งขันตามกติกาก็แล้ว แต่สุดท้ายยังแพ้ให้กับผู้เล่นที่มีทุนใหญ่หนุนหลัง” ผู้ประกอบการบางรายอาจไม่เพียงเลิกเข้าร่วมการประมูล แต่เลิกเชื่อว่าตลาดรัฐเป็นพื้นที่ที่พวกเขาสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม เมื่อความเชื่อมั่นหายไป นโยบายส่งเสริม SME ก็อาจสูญเสียประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

จุดเปลี่ยน สสว.รื้อ THAI SME-GP เริ่ม 1 ตุลาคม

ท่ามกลางโจทย์ดังกล่าว สสว.ร่วมกับกรมบัญชีกลางกำลังยกระดับหลักเกณฑ์ THAI SME-GP โดยมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 หัวใจของการเปลี่ยนแปลงมี 3 เรื่อง

ตรวจ UBO ก่อนใช้แต้มต่อ 10% SME ที่ต้องการใช้แต้มต่อด้านราคาจะต้องผ่านการตรวจสอบ Ultimate Beneficial Ownership หรือ UBO พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่มอง “บริษัท” ต้องขยับไปดูว่า ใครคือเจ้าของหรือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง เป้าหมายชัดเจน คือป้องกันการที่ธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งนิติบุคคลที่เข้าเกณฑ์ SME เพื่อเข้ามาใช้สิทธิแทน นี่ถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญ จาก Legal Entity ไปสู่ Economic Reality หรือจากการถามว่า “บริษัทเล็กไหม” ไปสู่ “อำนาจทางเศรษฐกิจที่แท้จริงอยู่ที่ใคร”

เพิ่มแต้มต่ออีก 5% ให้ SME ใช้ e-Tax

SME ที่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax จะได้รับแต้มต่อเพิ่มอีก 5% มาตรการนี้จึงมีเป้าหมายสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงงานรัฐ อีกด้านใช้ตลาดจัดซื้อจัดจ้างเป็นแรงจูงใจให้ SME เข้าสู่ระบบดิจิทัลและมีข้อมูลธุรกรรมที่ตรวจสอบได้มากขึ้นแต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็น “กำแพงดิจิทัล” สำหรับ SME ที่ยังไม่มีเงินหรือความพร้อมในการลงทุนระบบ

เพดานแต้มต่อ 500 ล้านบาท

เกณฑ์ใหม่จะกำหนดมูลค่าสัญญาสะสมที่สามารถใช้สิทธิแต้มต่อไว้ที่ ไม่เกิน 500 ล้านบาท แนวคิดนี้มีข้อดี เพราะแต้มต่อควรเป็นเครื่องมือช่วยธุรกิจที่กำลังสร้างตัว ไม่ใช่สิทธิที่ใช้ได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุดแต่ในอีกด้านหนึ่ง หาก SME รายหนึ่งเติบโตเร็วและชนเพดาน 500 ล้านบาท ก็ต้องมี “บันไดขั้นต่อไป” ให้ธุรกิจสามารถเข้าสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น ไม่เช่นนั้น รัฐอาจกำลังสร้างระบบที่ช่วย SME ให้โต แต่เมื่อโตแล้วกลับปล่อยให้ตกจากระบบสนับสนุนทันที

มาตรการใหม่จึงไม่ได้มีเป้าหมายแค่ “สกัดทุนใหญ่”

เมื่อมองให้ลึก การปรับ THAI SME-GP รอบนี้กำลังพยายามสร้างวงจรใหม่ให้ SME ตรวจเจ้าของจริง → เข้าสู่ระบบดิจิทัล → เข้าตลาดรัฐ → สะสมผลงาน → เติบโต → ลดการพึ่งพาแต้มต่อนี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบแจกแต้มต่อ” ไปสู่ “ระบบพัฒนา SME” ถ้าทำได้จริง ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจเพราะรัฐไม่ได้ช่วย SME เพียงให้ชนะการประมูล แต่กำลังผลักให้ SME มีระบบบัญชีดิจิทัล มีตัวตนทางธุรกิจที่ตรวจสอบได้ มีผลงาน และสามารถเติบโตจนแข่งขันได้โดยไม่ต้องพึ่งแต้มต่อไปตลอดชีวิต

แต่กติกาใหม่ก็มี “ราคาที่ต้องจ่าย”

ข้อดีของการตรวจ UBO คือปิดช่องโหว่เรื่องบริษัทนอมินีหรือบริษัทที่อาจถูกใช้เป็นตัวแทนของกลุ่มทุน แต่ข้อเสียคือ หากรัฐออกแบบกระบวนการไม่ดี การตรวจสอบอาจกลายเป็นต้นทุนใหม่ของ SMEคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ควรตรวจ UBO หรือไม่” แต่คือ “รัฐจะตรวจเองมากแค่ไหน และจะให้ SME ต้องแบกภาระเอกสารมากแค่ไหน?” หากต้องกรอกแบบฟอร์มเพิ่มทุกครั้ง SME จะเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ถ้ารัฐเชื่อมฐานข้อมูลของ สสว. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ระบบ e-GP และข้อมูลที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน การตรวจสอบสามารถเกิดขึ้นเบื้องหลังได้

าก “ตรวจเอกสาร” ไปสู่ “ตรวจเครือข่ายธุรกิจ” นี่ต่างหากคือโจทย์สำคัญของการปฏิรูป UBO ต้องไม่หยุดที่ชื่อผู้ถือหุ้น เพราะหากตรวจ UBO เพียงผู้ถือหุ้นโดยตรง ปัญหาอาจยังไม่จบ โครงสร้างธุรกิจสามารถซับซ้อนเป็นเครือข่าย บริษัท A ถือหุ้นบริษัท B บริษัท B ถือหุ้นบริษัท C ขณะที่กรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจควบคุมอาจเป็นคนกลุ่มเดียวกัน

ระบบที่มีประสิทธิภาพต้องตรวจทั้ง Ownership, Control และ Economic Dependence ไม่ใช่เพียงว่า “ใครถือหุ้น” แต่ต้องดูว่า ใครควบคุม ใครให้เงิน ใครให้ทรัพยากร และใครได้รับประโยชน์จากธุรกิจหากรัฐทำได้ถึงระดับนี้ THAI SME-GP จะเปลี่ยนจากฐานทะเบียนเป็น ระบบ Intelligence สำหรับนโยบาย SME และสามารถแจ้งเตือนความเสี่ยงก่อนที่บริษัทจะเข้าสู่สนามประมูลได้

SME ไทยกำลังดีขึ้น แต่ยังเปราะบาง

การรื้อกติกาเกิดขึ้นในช่วงที่ความเชื่อมั่น SME เริ่มฟื้น แต่ยังไม่แข็งแรงเต็มที่ สสว.รายงานว่า SMESI เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 50.8 เพิ่มจาก 47.8 ในเดือนมิถุนายน กลับมาเหนือระดับฐาน 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 52.9 แต่ด้านต้นทุนยังเป็นปัญหาใหญ่ โดยผู้ประกอบการ 81.9% ยังเผชิญแรงกดดันจากน้ำมัน ค่าไฟ วัตถุดิบ รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์และค่า GP

นั่นหมายความว่า มีความสำคัญมาก เพราะสามารถเป็นตลาดที่ช่วยสร้างรายได้และสภาพคล่องให้ธุรกิจรายเล็กได้ และยิ่งตลาดนี้มีมูลค่าสูง การทำให้สิทธิไปถึง SME ตัวจริงจึงยิ่งสำคัญ

รัฐกำลังเปลี่ยนคำถามจาก “เล็กไหม?” เป็น “เล็กจริงหรือไม่?” สิ่งที่เกิดขึ้นกับ THAI SME-GP จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการแก้ปัญหา “SME เทียม” แต่คือการทบทวนครั้งใหญ่ว่า ประเทศไทยกำลังใช้เงินรัฐเพื่อสร้าง SME อย่างไร ในอดีต คำถามหลักคือ “บริษัทนี้เข้าเกณฑ์ SME หรือไม่?”แต่ต่อจากนี้ต้องถามเพิ่มว่า

“ใครเป็นเจ้าของ? ใครควบคุม? ใครให้ทุน? และใครได้รับประโยชน์?”นี่คือการเปลี่ยนจากการวัด “ขนาด” ไปสู่การวัด “อำนาจทางเศรษฐกิจ”

หากทำสำเร็จ ประเทศไทยจะได้ระบบส่งเสริม SME ที่ฉลาดขึ้น เพราะสามารถแยก SME ตัวจริงออกจากโครงสร้างที่อาจใช้สถานะ SME เพื่อเข้าถึงสิทธิ แต่ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่จำนวนบริษัทที่ถูกตัดออกจากระบบ อยู่ที่คำถามว่า หลัง 1 ตุลาคม 2569 เงินจัดซื้อจัดจ้างรัฐจะไหลถึง SME ตัวจริงมากขึ้นหรือไม่

เป้าหมายของการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ควรเป็นเพียง “สกัดทุนใหญ่” แต่ต้องทำให้ทุนใหญ่แข่งขันในสนามของทุนใหญ่ และทำให้สนาม SME เป็นพื้นที่ที่ SME ตัวจริงสามารถเติบโตได้ เพราะสุดท้ายแล้ว หัวใจของนโยบาย SME ไม่ใช่การทำให้ “บริษัทที่เข้าเกณฑ์” ได้สิทธิ แต่คือการทำให้ “คนตัวเล็กที่รัฐตั้งใจช่วย” ได้ประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชนจริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์