แทรกเตอร์ EV คลี่ปม 16 ล้าน งบ 8 พันล้านคุ้มไหม?

16 ต.ค. 2569 - 16:29

  • ‘สุริยะ’ แจง 500 คือศูนย์บริการ ไม่ใช่จำนวนรถ ระบุเป็นแทรกเตอร์เตรียมดินประมาณ 2,543 คัน ราคาคันละ 1.6 ล้านบาท พร้อมระบบสนับสนุน

  • เปิดฐานคำนวณช่วยชาวนาประหยัดปีละ 1,680 ล้านบาท จับตาค่าเดินระบบ แบตเตอรี่ และการให้บริการจริง ก่อนสรุปความคุ้มค่า

  • จากเครื่องอบลดความชื้นถึงข้าวคาร์บอนต่ำ ต้องหักค่าใช้จ่ายและตรวจเงื่อนไขรับซื้อ เพื่อวัดรายได้สุทธิถึงมือเกษตรกร

แทรกเตอร์ EV คลี่ปม 16 ล้าน งบ 8 พันล้านคุ้มไหม?

คลี่ปมแทรกเตอร์ EV 16 ล้าน เปิดโจทย์งบ 8,000 ล้าน ลดต้นทุนชาวนา

‘สุริยะ’ แจงเป็นรถไถเตรียมดิน 2,543 คัน ราคาประมาณคันละ 1.6 ล้านบาท พร้อมระบบสนับสนุน ผ่านศูนย์บริการประมาณ 500 จุด ชวนตรวจความคุ้มค่าจากเงินลงทุนทั้งระบบถึงรายได้สุทธิของชาวนา

ข้อถกเถียงเรื่องรถแทรกเตอร์ไฟฟ้าคันละ 16 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการนำกรอบวงเงิน 8,000 ล้านบาทมาเทียบกับรถ 500 คัน เดินมาถึงคำชี้แจงสำคัญ เมื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุเมื่อ 16 ตุลาคม 2569 ว่า ตัวเลข 500 หมายถึงศูนย์บริการ ไม่ใช่จำนวนรถที่จะจัดหา

รายละเอียดที่ชี้แจงเพิ่มเติมทำให้ภาพโครงการเปลี่ยนจากความเข้าใจเรื่องรถเกี่ยวข้าวราคาแพง มาเป็นแนวคิดจัดหารถแทรกเตอร์ EV สำหรับไถพรวนเตรียมดินประมาณ 2,543 คัน ราคาประมาณคันละ 1.6 ล้านบาท พร้อมอุปกรณ์และระบบสนับสนุนการใช้งาน

แต่เมื่อแยก “ราคาของรถ” ออกจาก “งบประมาณทั้งระบบ” แล้ว จึงมีคำถามต่อว่า เงินลงทุนจะช่วยชาวนาลดต้นทุนได้เท่าไร บริการจะเข้าถึงพื้นที่ใด และผลประโยชน์ที่คาดหวังคุ้มกับค่าใช้จ่ายตลอดอายุโครงการหรือไม่

500 ศูนย์ ไม่ใช่ 500 คัน ต้องเปิดรายละเอียดทั้งระบบ

จุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงนี้ เกิดขึ้นหลัง สุริยะลงพื้นที่กำแพงเพชรเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ก่อนมีการเผยแพร่ข้อมูลเชื่อมวงเงินประมาณ 8,000 ล้านบาทกับรถ 500 คัน และนำไปสู่การคำนวณราคาคันละ 16 ล้านบาท

ความสับสนยังครอบคลุมประเภทเครื่องจักร เมื่อข้อมูลก่อนหน้านี้ใช้คำว่า รถเกี่ยวข้าวและรถแทรกเตอร์ปะปนกัน แม้แต่ข่าวบนเว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์วันที่ 14 ตุลาคม ยังอธิบายโครงการในกรอบรถแทรกเตอร์เกี่ยวข้าวไฟฟ้า 500 คัน พร้อมรายงานคำชี้แจงเรื่องความคุ้มค่าระยะยาว

คำชี้แจงในขณะนี้จึงมีความสำคัญสองด้าน คือแยกจำนวนศูนย์ออกจากจำนวนรถ และระบุว่าเครื่องจักรที่กล่าวถึงเป็นรถแทรกเตอร์เตรียมพื้นที่ปลูกข้าว ไม่ใช่รถเกี่ยวข้าว ซึ่งทำงานคนละขั้นตอนและไม่ควรนำค่าบริการมาเปรียบเทียบแทนกัน

สุริยะระบุถึงจำนวนรถประมาณ 2,543 คัน พร้อมระบบที่ประกอบด้วยอาคารชาร์จแบตเตอรี่ และเครื่องใช้ไฟ ขณะที่ข้อมูลคำชี้แจงยังกล่าวถึงแนวคิดเครื่องอบข้าว ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องสูบน้ำ ซึ่งรายละเอียดบางส่วนอยู่ระหว่างศึกษา

หากคำนวณเฉพาะรถ 2,543 คัน ในราคาประมาณคันละ 1.6 ล้านบาท จะเป็นเงิน 4,068.8 ล้านบาท เทียบกับกรอบวงเงิน 8,000 ล้านบาท ส่วนต่างประมาณ 3,931.2 ล้านบาท จึงเป็นรายการที่ต้องแจกแจงว่าใช้กับอุปกรณ์ โครงสร้างพื้นฐาน และค่าใช้จ่ายใดบ้าง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคำนวณประกอบจากคำชี้แจง ไม่ใช่บัญชีงบประมาณที่ได้รับอนุมัติแล้ว

ด้าน สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าราคาคันละ 16 ล้านบาท ‘ไม่จริง’ พร้อมประเมินราคารถในช่วง 1–2 ล้านบาท และกล่าวว่า “ถ้ามันเป็นคันละ 16 ล้านบาท ผมเองก็รับไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม สถานะโครงการยังต้องแยกจากคำอธิบายตัวเลข ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อ้างคำชี้แจงของ อานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ว่า ยังอยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณารายละเอียด และยังไม่มีโครงการฉบับสมบูรณ์

สิ่งที่ต้องเปิดเผยต่อจึงเป็นรายละเอียดที่สอดคล้องกัน ทั้งจำนวนเครื่องจักร รายการอุปกรณ์ จุดติดตั้ง แหล่งเงิน และสถานะการพิจารณา เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้บนข้อมูลชุดเดียวกัน

ประหยัดปีละ 1,680 ล้าน คิดอย่างไรจึงจะเห็นความคุ้มค่า

ฐานคำนวณที่นายสุริยะกล่าวถึงคือ ชาวนามีค่าใช้จ่ายจ้างรถแทรกเตอร์ดีเซลเตรียมดินประมาณไร่ละ 1,200 บาท หากโครงการให้บริการฟรีครอบคลุม 1.4 ล้านไร่ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 1,680 ล้านบาทต่อปี และเมื่อเทียบกับเงินลงทุน 8,000 ล้านบาท จะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นขนาดประโยชน์ที่ฝ่ายนโยบายคาดหวัง แต่ในเชิงวิเคราะห์ การนำเงินลงทุนหารด้วยค่าบริการที่ชาวนาไม่ต้องจ่าย ยังไม่ใช่การคำนวณระยะคืนทุนสุทธิ เพราะรัฐหรือผู้ดำเนินโครงการยังต้องรับต้นทุนการให้บริการ

โดย ค่าไฟ คนขับ การขนย้ายรถระหว่างแปลง ซ่อมบำรุง ระบบชาร์จ และการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ล้วนต้องนำมารวม ขณะเดียวกัน ต้องยืนยันด้วยว่าพื้นที่ 1.4 ล้านไร่เป็นเป้าหมายบริการต่อปีอย่างไร และนับการให้บริการซ้ำในพื้นที่เดียวกันหรือไม่

หากจะพิสูจน์ประโยชน์จากการเปลี่ยนดีเซลเป็นไฟฟ้าโดยเฉพาะ ยังต้องเปรียบเทียบเครื่องจักรที่ทำงานชนิดเดียวกัน ภายใต้สภาพพื้นที่และปริมาณงานใกล้เคียงกัน เพื่อแยกผลจากการประหยัดพลังงานออกจากผลของการที่รัฐอุดหนุนค่าบริการให้ชาวนา

ก่อนคำชี้แจงล่าสุด พระปัญญาวชิรโมลี เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม จังหวัดอุบลราชธานี หรือ “เจ้าคุณโซลาร์เซลล์” ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่า และขอให้เปิดตารางคำนวณ สมมติฐานการใช้งาน และผลทดสอบจริง

แม้ข้อสังเกตครั้งนั้นอ้างอิงข้อมูลเดิมเรื่องรถเกี่ยวข้าว จึงไม่ควรนำตัวเลขสมมติเดิมมาตัดสินรถแทรกเตอร์ที่ชี้แจงใหม่โดยตรง แต่คำถามเรื่องชั่วโมงทำงาน จำนวนวันใช้งาน และต้นทุนตลอดอายุเครื่องจักรยังเป็นหัวใจของการประเมิน โดยเฉพาะเครื่องจักรเกษตรที่ต้องทำงานให้ทันฤดูกาล ความคุ้มค่าจึงขึ้นอยู่กับระบบจองคิว ความพร้อมของคนขับ จุดชาร์จ และบริการซ่อมด้วย รถที่ซื้อมาแล้วต้องสามารถออกไปให้บริการได้ในวันที่เกษตรกรต้องการใช้จริง

ลดต้นทุนถึงเพิ่มราคาข้าว ต้องวัดเงินสุทธิถึงมือชาวนา

ความคุ้มค่าของการเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรไฟฟ้าต้องพิจารณาตลอดอายุใช้งาน โดยสุริยะ ประเมินว่า ในระยะเวลาประมาณ 14 ปี ระบบ EV จะคุ้มกว่าดีเซลราว 5,000-6,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังต้องมีตารางเปรียบเทียบต้นทุนและสมมติฐานประกอบ เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นจากส่วนใด และรวมค่าใช้จ่ายครบถ้วนแล้วหรือไม่

ด้านการจัดการข้าวหลังเก็บเกี่ยว เป็นอีกส่วนที่อาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร เรื่องนี้ สรวุฒิระบุว่า เครื่องอบลดความชื้นจะช่วยให้ชาวนามีทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิต และมีโอกาสลดการถูกหักราคาจากความชื้นได้มากกว่า 2,000 บาทต่อตัน

แต่ส่วนต่างราคาที่กล่าวถึงยังไม่ใช่รายได้สุทธิทั้งหมด เพราะต้องหักค่าอบ ขนส่ง เก็บรักษา และคำนึงถึงน้ำหนักที่ลดลงจากการเอาน้ำออก พร้อมเปรียบเทียบข้าวชนิดและคุณภาพเดียวกัน จึงจะเห็นว่าชาวนาเหลือรายได้เพิ่มขึ้นจริงเท่าไร

อีกช่องทางเพิ่มรายได้คือการขายข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่ง สุริยะกล่าวถึงการเจรจากับผู้ซื้อและส่วนเพิ่มราคาประมาณตันละ 500 บาท โอกาสดังกล่าวยังต้องพิจารณามาตรฐานรับรอง ปริมาณรับซื้อ ระยะเวลาข้อตกลง และค่าใช้จ่ายตรวจสอบ ก่อนประเมินส่วนเพิ่มสุทธิที่จะถึงมือเกษตรกร

ส่วนเพิ่มจากราคาข้าวต้องแยกจากรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต เพราะเป็นผลประโยชน์คนละประเภท และยังไม่ควรนับเป็นรายได้ที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นกับชาวนาทุกราย

ขอบเขตพื้นที่ดำเนินงานก็เป็นรายละเอียดที่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์บริการประมาณ 500 จุด กับการนำร่อง 1,200 ศูนย์ทั่วประเทศ ว่าหมายถึงพื้นที่ติดตั้งเครื่องจักร เครือข่ายผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ หรือการดำเนินงานคนละระยะ ความชัดเจนส่วนนี้จะช่วยให้ประเมินได้ว่า เกษตรกรกลุ่มใดจะได้รับบริการและประโยชน์ในแต่ละขั้นตอน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์