ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนพลังงานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รัฐบาลไทยเร่งยกระดับ “นโยบายพลังงานเชิงระบบ” เพื่อพยุงค่าครองชีพและลดความเสี่ยงเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านมาตรการผสมทั้งตรึงราคา-เร่งพลังงานสะอาด-เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานผันผวน โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการทันที ภายใต้โจทย์สำคัญคือการควบคุมค่าไฟฟ้าและเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
รัชดา ธนาดิเรก เปิดเผยว่า มาตรการเร่งด่วนคือการ “ตรึงค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย” สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน คาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือราว 90% ของผู้ใช้ไฟทั้งหมด โดยจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนมิถุนายน 2569
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเดินหน้าส่งเสริมพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เปิดทางให้ผลิตไฟใช้เอง ลดการพึ่งพาระบบหลัก พร้อมสนับสนุนหน่วยงานรัฐติดตั้งในรูปแบบ ESCO Model และปรับกลไกรับซื้อไฟฟ้าเป็น Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสมกับต้นทุนในปัจจุบัน
ในมิติ “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” รัฐตั้งเป้าลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐลง 20% พร้อมเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหาร ควบคู่การผลักดันเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น ระบบไฟ LED ไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการเร่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และการส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy) จากของเสียและวัตถุดิบการเกษตร เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคขนส่ง
ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ครม.ยังเห็นชอบตั้ง “คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกลั่นกรองนโยบายสำคัญและรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการเงิน การคลัง การค้า การลงทุน และพลังงาน
ภาพรวมมาตรการครั้งนี้สะท้อนแนวทาง “ประคองระยะสั้น-ปรับโครงสร้างระยะยาว” ของนโยบายพลังงานไทย ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างภาระค่าไฟของประชาชน ความมั่นคงพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต




